โดย…รศ.ดร.ชาตรี โสภณบรรณารักษ์
รักษาการเลขาธิการและรองเลขาธิการ สถาบันวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษาไทย-จีน-อาเซียน
12 ก.พ. 2569
…ทิศทางที่น่าจับตามองทั้งในแง่ของความเชื่อมั่นระยะสั้นและแรงกดดันทางโครงสร้างระยะยาว วิเคราะห์ภาพรวม ดังนี้
1. เศรษฐกิจไทยจะยังคงเติบโตในอัตราที่ค่อนข้างต่ำ โดยมีการคาดการณ์ GDP มีแนวโน้มชะลอตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 1.5% – 1.7% ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “Slowdown ที่แท้จริง”
2. เสถียรภาพทางการเมือง ผลการเลือกตั้งที่ค่อนข้างชัดเจน (เช่น กรณีพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนนำ) ช่วยลดความเสี่ยงจากการประท้วงหรือความวุ่นวายหลังเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
3. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลใหม่เตรียมผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ เช่น “Thailand 10 Plus” และการสานต่อมาตรการกระตุ้นการบริโภคระดับฐานรากอย่าง “คนละครึ่ง พลัส” เพื่อช่วยกระตุ้น GDP ในระยะสั้น
4. ความท้าทายและปัจจัยเสี่ยงสำคัญหนี้สาธารณะและข้อจำกัดทางการคลัง หนี้สาธารณะที่ใกล้เพดานทำให้รัฐบาลใหม่มีช่องว่างในการทำนโยบายประชานิยมได้ยากขึ้น และอาจมีการพิจารณาปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในอนาคตเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลัง
5. ปัจจัยภายนอก สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน (Trade War) ยังคงกดดันภาคการส่งออกของไทยอย่างต่อเนื่อง
6. โครงสร้างประชากร การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบเป็นตัวฉุดศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ทำให้ไทยถูกขนานนามว่าเป็น “คนป่วยของเอเชีย” (Sick Man of Asia) ในสายตาของสื่อต่างชาติ

สรุป คือ เศรษฐกิจไทยหลังเลือกตั้งจะอยู่ในโหมด “ฟื้นตัวช้าๆ ท่ามกลางข้อจำกัด” โดยความเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลและการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะตัดสินว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้อย่างไร?
![Asia Morning News [เอเชียมอร์นิ่งนิวส์]](https://www.asiamorningnews.net/wp-content/uploads/2026/02/cropped-logo_x90.jpg)