ในทุกปี โลกสูญเสียพื้นที่ป่ากว่า 62.5 ล้านไร่ หรือเทียบเท่ากับสนามฟุตบอลถึง 14 ล้านสนาม ต้นไม้ที่หายไปไม่เพียงส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ แหล่งน้ำ และแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า แต่ยังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนโดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงชีพหรือวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ ภาวะโลกรวนยังส่งผลให้วิกฤตธรรมชาติและการใช้ชีวิตของมนุษย์ซับซ้อนขึ้นไปอีก ท่ามกลางความซับซ้อนเหล่านี้ Wyss Academy for Nature หรือ วิส อะคาเดมี จึงมุ่งมั่นขับเคลื่อนโมเดล “Solutionscape” เพื่อพิสูจน์ว่าในโลกยุคปัจจุบัน การอนุรักษ์ไม่ใช่การกันคนออกจากป่า แต่คือการออกแบบเชิงระบบให้มนุษย์ ธรรมชาติ และสัตว์ป่า สามารถเกื้อกูลและเติบโตไปพร้อมกัน

แนวคิด “Solutionscape” คือแนวคิดการทำงานอันเป็นเอกลักษณ์ของวิส อะคาเดมี ประกอบขึ้นจากคำสองคำ คือ ‘solution’ (ทางออก) และ ‘landscape’ (ภูมิทัศน์ หรือ พื้นที่ที่มนุษย์ สัตว์ สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศหลากหลายดำรงอยู่ร่วมกัน) เมื่อนำสองคำนี้มารวมกัน จึงหมายถึงวิธีการทำงานเชิงระบบที่มองเห็นปัจจัยหลากหลายในพื้นที่ เข้าใจผลกระทบที่ปัจจัยต่างๆ ส่งผลซึ่งกันและกัน และออกแบบโครงการต่างๆ ไม่ใช่เพียงเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เพื่อความยั่งยืนระหว่าง ‘คน’ กับ ‘ธรรมชาติ’ ในระยะยาว
Solutionscape ไม่ใช่เพียงทฤษฎี แต่คือการลงมือปฏิบัติในพื้นที่จริงที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง ซึ่งพิสูจน์มาแล้วกว่า 89 โครงการจาก 4 ภูมิภาคทั่วโลก ได้แก่ ยุโรป แอฟริกาตะวันออก อเมริกาใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยแต่ละภูมิภาคต่างก็เผชิญโจทย์และความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างธรรมชาติและมนุษย์ในบริบทที่แตกต่างกันไป

สำนักงานใหญ่ของวิส อะคาเดมี ณ กรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มี Solutionscape ที่เน้นทำงานฟื้นฟูระบบนิเวศของ ‘Grosses Moos’ สวนครัวแห่งสวิตเซอร์แลนด์ หรือ พื้นที่เกษตรกรรมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ด้วยความที่พื้นที่ถูกใช้ปลูกพืชผักอย่างต่อเนื่องมากว่าศตวรรษ สภาพดินจึงถดถอย ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพก็เสื่อมโทรม วิส อะคาเดมีจึงทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์อย่างแคนตันแห่งเบิร์น (ซึ่งมีสถานะคล้ายกับสำนักงานจังหวัดของไทย) และมหาวิทยาลัยเบิร์น ใช้นวัตกรรมการปลูกพืชผักแบบใหม่มาช่วยฟื้นฟูคุณภาพดิน เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และเอื้อประโยชน์ต่อความหลากหลายทางชีวภาพไปพร้อมกัน
สำหรับวิส อะคาเดมี ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Wyss Academy for Nature’s Hub Southeast Asia) ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ก็มีความตั้งใจที่จะจัดตั้ง Solutionscape ในจังหวัดน่าน เนื่องจากมองเห็นความสำคัญของจังหวัดในฐานะที่มีป่าต้นน้ำอันเป็นแหล่งกำเนิดของน้ำในเจ้าพระยากว่าร้อยละ 40 และเล็งเห็นศักยภาพของท้องถิ่นในจังหวัดน่าน โดยเมื่อวันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา วิส อะคาเดมีก็ได้จัดเวิร์คช็อป ฮ่วมคิดฮ่วมสร้าง ออกแบบน่านไปด้วยกัน ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลายภาคส่วนในจังหวัดน่าน ไม่ว่าจะเป็นชุมชน มหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อ ‘คิดเชิงระบบ’ และออกแบบการทำงานร่วมกันต่อไปในอนาคตให้ชุมชนมีหนทางทำมาหากินอย่างยั่งยืนและป่าไม้คงอยู่ต่อไปอย่างอุดมสมบูรณ์

ที่ผ่านมาในจังหวัดน่าน วิส อะคาเดมี ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ได้สนับสนุนโครงการ “ต้นไม้ของเรา (Trees4All)” แพลตฟอร์มระดมทุนที่เชื่อมโยงคนภายนอกกับเกษตรกร เพื่อเปลี่ยนวิถีเกษตรเชิงเดี่ยวสู่วนเกษตร หรือการปลูกไม้ใหญ่ไปพร้อมกับการทำเกษตร โดยปัจจุบันสามารถระดมทุนปลูกต้นไม้ในแปลงเกษตรได้แล้วกว่า 21,967 ต้น ผ่านเกษตรกร 173 ราย ซึ่งคาดว่าจะช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 209 ตันต่อปี หรือเทียบเคียงได้กับปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากเที่ยวบินไปกลับไทย-สิงคโปร์ 460 เที่ยว แสดงให้เห็นว่าการสร้างรายได้ให้กับชุมชนสามารถทำควบคู่ไปกับการฟื้นฟูธรรมชาติได้
นอกจากนี้ ในพื้นที่แขวงไซยะบุรี ประเทศลาว ซึ่งเผชิญปัญหาพื้นที่ป่าอนุรักษ์ลดลงเหลือเพียง 58% วิส อะคาเดมีได้เข้าไปทำหน้าที่เชื่อมโยงภาคีเครือข่าย ผสานองค์ความรู้ และดำเนินงานวิจัยในพื้นที่ ผนึกกำลังกับศูนย์อนุรักษ์ช้าง (Elephant Conservation Center: ECC) ในไซยะบุรี ซึ่งดูแลพื้นที่ป่าสัมปทานกว่า 3,431.25 ไร่ และเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลทางระบบนิเวศมายาวนานถึง 15 ปี ทว่าในช่วงการระบาดของโควิด-19 ศูนย์อนุรักษ์ช้างต้องเผชิญภาวะเปราะบางทางเศรษฐกิจอย่างหนัก วิส อะคาเดมีจึงเข้าไปร่วมพลิกฟื้นสถานการณ์ โดยไม่ได้มองแค่การรักษาศูนย์ฯ เอาไว้ให้ได้ แต่มุ่งเป้าไปที่การยกระดับให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางความรู้ของภูมิภาค และจัดตั้ง ECORE (Education, Conservation & Research) ขึ้นมา โดยในปี 2568 ได้ระดมสมองนักวิทยาศาสตร์ 22 คน จาก 9 ประเทศ และ 15 องค์กร มาร่วมวางกรอบการทำงาน เพื่อจะผลักดันให้ ECORE กลายเป็นฐานการวิจัยชั้นนำระดับภูมิภาคด้านระบบนิเวศป่าไม้ ชีววิทยาการอนุรักษ์ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มรูปแบบ

ทั้งนี้ วิส อะคาเดมียังคงมุ่งมั่นขยายผลความสำเร็จดังกล่าว โดยในปี 2569 มีแผนที่จะยกระดับการทำงานในประเทศไทยให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ทั้งการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาโมเดลการจัดการพื้นที่ผ่านการคิดเชิงระบบ โดยคุณสุภัททิรา รอดบุญธรรม ผู้อำนวยการวิส อะคาเดมี ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวถึงก้าวต่อไปว่า “ถึงเวลาแล้วที่งานด้านการอนุรักษ์จะต้องคิดอย่างเป็นระบบมากขึ้น และหันมามองหาสมดุลระหว่างการทำมาหากินของชุมชนและการอนุรักษ์ธรรมชาติ เพื่อให้ทั้งคนและป่าไม้ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน” พร้อมย้ำว่าวิส อะคาเดมีเปิดกว้างสำหรับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนเป้าหมายความยั่งยืนให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงสำหรับทั้งชุมชนและป่าไม้

เกี่ยวกับ Wyss Academy for Nature: วิส อะคาเดมี คือองค์กรที่ใช้การคิดเชิงระบบมาแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการใช้ที่ดินซึ่งส่งผลต่อความเท่าเทียมและสวัสดิภาพของมนุษย์ วิส อะคาเดมีทำงานโดยมีนวัตกรรมเป็นฐานและลดช่องว่างระหว่างนักวิจัย นักปฏิบัติ ชุมชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ เพื่อหาทางออกที่เป็นผลดีและยั่งยืนต่อทั้งธรรมชาติและมนุษย์ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.wyssacademy.org และโซเชียลมีเดีย Facebook, Instagram และ LinkedIn
![Asia Morning News [เอเชียมอร์นิ่งนิวส์]](https://www.asiamorningnews.net/wp-content/uploads/2026/02/cropped-logo_x90.jpg)