สกู๊ปพิเศษ
โดย…ยอดเยาวพา
ต้องไปทำข่าวงานหนังสือประจำทุกปี ครั้งนี้เมื่อเปิด “มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31” ในวันที่ 23 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมาก็ไม่พลาด แถมไม่คิดว่าจะได้เจอนักเขียน “ณคุณ” ที่เคยอ่านผลงาน อาทิ อัลฟ่าล่าเนื้อ, สัญชาตญาณใคร่ และ พันธะเหลือร้าย โดยเฉพาะพันธะเหลือร้าย เป็นเรื่องของคู่ เจสัน ดีไวเลอร์ พี่ใหญ่ของตระกูลที่แต่งงานกับวาเลนเทีย จากที่อ่านมา 3 เรื่อง ชอบคู่เจสันมากเพราะชอบบุคลิกพี่ใหญ่อบอุ่นและเป็นผู้ใหญ่ ส่วนวาเลนเทียก็น่ารักไม่งอแง ถือเป็นคู่ที่ชอบที่สุดจากเปิดใจอ่านนิยายวาย
ในความบังเอิญที่เดินมาเจอบูธของนักเขียนที่ร่วมกับนักเขียน 2 คน อย่าง “10hours” และ “กมลชา” เปิดบูธจำหน่ายหนังสือของตนเองที่ออกใหม่ในงานนั้น โดย ณคุณ มีเรื่องใหม่ “จุดสุดยอดของซิกม่า” ส่วนของนักเขียน “10hours” เรื่อง “ราชาเงือกทมิฬ” และนามปากกา “กมลชา” มีเรื่อง “ติดกับภาคิน” นักเขียนฝากบอกถ้าอยากเจอตัวเป็น ๆ พร้อมผลงานใหม่ไปเจอกันที่บูธ O25

เมื่อมีโอกาสเจอนักเขียน ณคุณก็อดจะจีบขอสัมภาษณ์ไม่ได้ ซึ่ง “นัด” หรือนามปากกา ณคุณ ก็ยินดี พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าสู่เส้นทางนักเขียนอย่างหมดเปลือกด้วยรอยยิ้ม
“นัดเขียนนิยายประมาณช่วงโควิด เพราะว่าพอโควิดไม่สามารถทำอะไรได้เลย เมื่อก่อนทำชิปปิ้ง (Shipping) ประมาณงานประจำ พอมีโควิดเราออกจากประเทศไม่ได้ไปเกาหลี ไปญี่ปุ่นไม่ได้ ก็เลยเขียนนิยายแล้วกันเพราะเราสายวายอยู่แล้ว จริง ๆ เริ่มอ่านตั้งแต่เด็ก ๆ เลย อ่านของแจ่มใสยุคบุกเบิกหลังจากนั้นเริ่มเข้าวงการวาย ไปตามเว็บบอร์ด เด็กดี เด็ก ๆ ก็ชอบ Harry Potter และแฟนตาซีสมัยก่อนดัง ๆ หลัก ๆ หาอ่านไม่ค่อยได้แล้วเลยคิดว่าเขียนเองมั้งก็ได้
นิยายที่เขียนเรื่องแรก “คุกทดลองอัลฟ่า” เป็นแฟนตาซีค่ะ มันเป็นแนวโอเมก้าเวิร์ส (Omegaverse) น่ะค่ะ ก็ชอบ รู้สึกว่ามีอะไรแปลกใหม่ให้เขียนดี มีเรี่องให้เราสร้างตัวละครเยอะดี มีคนชอบตั้งแต่เรื่องแรก ดังเลย มีคนติดตาม 30,000-40,000 ตั้งแต่เรื่องแรกเลยก็คิดว่ามันน่าจะเป็นทางของเรานะ ก็เลยเขียนมาเรื่อย ๆ เรื่องที่ 2 อัลฟ่าล่าเนื้อ มันเป็นเซตเดียวกัน แล้วเรื่องที่ 3 พันธะเหลือร้าย ซึ่งทุกเรื่องขายดีที่สุดเท่าที่ขาย ๆ ดีทุกครั้งที่ออกงานหนังสือค่ะ
พอกระแสนิยายตอบรับดีก็หายเหนื่อย แล้วจริง ๆ ที่มาออกงานหนังสือเพราะอยากเจอนักอ่าน เพราะหนูเป็นนักเขียนอิสระ เราพิมพ์เองตามจำนวนยอดพรีออร์เดอร์ (Pre-order) ค่ะ นัดเริ่มเขียนนิยายตั้งแต่ปี 2563 ตอนนี้ 2569 ก็เขียนมาทั้งหมด 16 เล่ม ช่วงเวลาออกนิยายแต่ละเรื่องบางเรื่องก็ 6 เดือน บางเรื่อง 3, 4 เดือนแล้วแต่เราจะขุดตัวเองออกมาได้ขนาดไหนค่ะ (หัวเราะ) พอจบจักรวาลของพวกเขามีฟีดแบ็กกลับมาดี เราก็รู้สึกเราก็ทำได้นะ เพราะปกติจะไม่ค่อยมั่นใจเนอะ เพราะเราเป็นนักเขียนอิสระ เราไม่มีบรรณาธิการมาดูให้เราว่าอันนี้ดีไหมหรือไม่ดีอะไรแบบนั้น เราทำได้แค่ปรึกษาเพื่อนเราว่าแนวนี้ชอบไหม เพื่อนบอกเขียนไปเลยเขียนตามที่เราชอบ เขียนสิ่งที่เป็นเรา
นิยายของหนูพระเอกจะดุ ๆ เลิฟซีนหนัก มันก็มีผู้ชายหลายแบบ ถ้าเราอยากเขียนพระเอกที่คนชอบส่วนใหญ่ เราก็ต้องเน้นพระเอกอาจจะดุ ๆ นิดนึงพอหลัง ๆ ก็คลั่งรักนายเอก และก็มันมีอะไรให้เล่นเยอะดี ประวัติภูมิหลังของเขา เกิดอะไรขึ้นทำไมเขาถึงเป็นอย่างนี้ เราสามารถสร้างอะไรก็ได้ที่เราอยากให้มันเป็น เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีตลอดไป เราอยากให้มันแปลกใหม่ ต่อให้เป็น Omegaverse เราก็ไม่เหมือนใคร ให้คนอื่นเขาอ่านเรื่องนี้แล้วนึกถึงนามปากกาเรา แค่ Omegaverse มีเยอะแล้วนิยาย ถ้าอ่านประมาณเนี่ยนึกถึงนามปากกาณคุณเลยว่า ทำไมถึงเขียนแนวนี้ หนูถึงได้เขียนถึงรุ่นลูกมา 4 เล่ม เพราะรุ่นพ่อ 4 เล่ม มันมี 4 คู่เป็นรุ่นลูกของแต่ละคู่เลยค่ะ
กระแสตอบรับรุ่นลูกก็ดีค่ะ แต่ช่วงหลัง ๆ มางานหนังสือก็ค่อนข้างซบเซา หนังสืออิสระค่อนข้างซบเซา ด้วยความที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดีด้วย แล้วคนก็สมาธิสั้นไม่ค่อยอ่านนิยาย เน้นอีบุ๊กแทนบ้าง จริง ๆ อีบุ๊กพักหลัง ๆ ดีกว่าช่วงแรก ๆ เพราะว่าคนไม่ค่อยซื้อหนังสือก็เปลี่ยนไปซื้ออีบุ๊ก ยอดพรีเล่มอาจจะน้อยแต่ยอดอีบุ๊กได้ดีกว่า หนูรู้สึกว่ามันคุ้มมากกว่า ในส่วนการออกหนังสือแบบอิสระกับออกกับสำนักพิมพ์ อาจจะมีข้อดีข้อเสียต่าง ออกกับสำนักพิมพ์เขาก็จะมีทุกอย่างให้เรา เราแค่เขียนอย่างเดียวตามที่บก.เขากำหนดให้ แต่เป็นอิสระเราอยากทำอะไรก็ได้ไงคะ จะแซ่บแค่ไหน(หัวเราะ) เป็นความอิสระของเรา เราก็เลยรู้สึกว่าดีเนอะเหมือนเราได้รับการยอมรับเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีสำนักพิมพ์ติดต่อมาทว่าหนูเลือกที่จะอิสระมากกว่า เพราะสำนักพิมพ์อาจจำกัดในเรื่อง ความแซ่บ จำกัดประเด็นสุ่มเสี่ยง เพราะหนูชอบเขียนอะไรที่แปลกใหม่ มันก็ไม่ต้องมีกรอบ แต่เราก็ต้องอยู่ในบรรทัดฐานของสังคมค่ะ ขอฝากนิยายเรื่องใหม่ “จุดสุดยอดของซิกม่า” และมาเจอกันได้ที่บูธ O25 ค่ะ
จากที่เขียนนิยายมาจนวันนี้หนูรู้สึกว่าเลี้ยงตัวได้ ก่อนหน้านี้ที่ทำงานประจำ มันก็คงเป็นแบบนั้นตลอดไปถ้าเราไม่ได้เป็นนักเขียน แต่พอเราได้เขียนแล้วเรารักมันเราก็อยากทำไปเรื่อย ๆ ถ้าเราดร็อปลงมาก็ขึ้นอยู่กับตัวเรา เพราะงั้นเราควรจะมีแรงบันดาลใจเรื่อย ๆ ไปหาแรงบันดาลใจอื่น ๆ บ้างไม่ต้องจมอยู่กับงานเขียนอย่างเดียว เราอาจจะเสพสื่ออื่น ๆ บ้าง เอาจริง ๆ แค่เพลงบรรทัดเดียวเราก็รู้สึกได้แล้ว ถ้าเราชอบเนื้อเพลงแบบเนี่ยพระเอกนิยายเราจะเป็นแบบไหนเราก็อาจจะต้องมีจินตนาการสูง หรืออ่านโพสต์ ๆ หนึ่งในเฟซบุ๊กพระเอกนิยายเราจะคาแร็กเตอร์แบบไหนนะ เหมือนเราแค่เห็นจุดเล็ก ๆ มากกว่าจะไปเอาข้อมูลมาจากใครขนาดนั้น เราจะชอบปั้นขึ้นมาเองในจินตนาการเรา
กรณีนักเขียนใช้ AI เขียนนิยาย จริง ๆ แล้วหนูก็ไม่ได้แอนตี้ AI นะ มันมีแง่มุมหลายแง่ มันอาจจะช่วยบางอย่างเราได้ พวกหาข้อมูลอะไรแบบเนี่ย แต่ถ้าเราไปพึ่งมันเยอะเกินไปเราจะสมาธิสั้นเอง จริง ๆ ถ้าให้ AI มาเขียนนิยายทั้งดุ้นเลยหนูก็ไม่ชอบเหมือนกันนะ บางคนอาจจะอาศัยจังหวะนี้เข้ามาในวงการนี้ จริง ๆ มันอยู่ยากอยู่แล้วนักเขียนกว่าจะออกผลงานมาได้ก็ใช้ระยะเวลา แต่พอเป็น AI กดทีเดียวมันก็ออกมาแล้ว ๆ เราจะรู้ได้ยังไง เราจะรู้จักตัวละครเหรอ พัฒนาตัวละครให้มาก ๆ ขึ้นได้เหรอ หนูแค่มองว่าเราควรจะรู้จักอะไรได้จากตัวเราเองมากกว่า สำหรับ AI มันก็ช่วยได้ประมาณ 10 หรือ 20 เปอร์เซ็นต์ ช่วยให้เราค้นหาข้อมูลมากกว่า ส่วนคนที่อยากจะเข้ามาพิมพ์ทีเดียวแล้วออกเป็นเล่มเลย หนูมองว่าเขาอยู่ได้ไม่นาน เพราะเขาไม่ได้รักนิยายจริง ๆ ค่ะ”
![Asia Morning News [เอเชียมอร์นิ่งนิวส์]](https://www.asiamorningnews.net/wp-content/uploads/2026/02/cropped-logo_x90.jpg)