เครยอนชินจัง เดอะมูฟวี่ ตอน ขนลุกซู่! วันหยุดพิศวง กับ ภูตผีกุ๊กกู๋
การกลับมาของ ชินจัง เดอะมูฟวี่ การ์ตูนที่มาฉายรับปิดเทอม ตุลาคม 69 มาในตอนที่ เรื่องราวเริ่มจากการไป จังหวัดอาคิตะ บ้านเกิดพ่อชินจัง แต่ดันหลงเข้าไปสู่โยไค ซึ่งเป็นโลกของภูตผี ทำให้ครอบครัวโนฮาระต้องร่วมมือช่วยกันทำให้ ฮิโรชิ มิซาเอะ พ่อกับแม่ชินจังกลับคืนสู่ร่างเดิม
เนื่องจากการถูกตีก้นในภาคนี้ จะเป็นตัวละคร ครอบครัวโนฮาระของชินจังเกือบทั้งตอน เหล่าเพื่อน ๆ และคุณครูที่โรงเรียนนั้นก็มีโผล่มาให้หายคิดถึงบ้าง แต่ไม่ได้มีบทบาทหลักอะไร ส่วนเหล่าภูตผี สมกับเป็นการหลุดเข้าไปโลกโยไค และการที่มีทั้งฝ่ายที่เป็นมิตรและฝ่ายที่เป็นศัตรูก็ทำให้ภูตผี มีทั้งความน่ารัก และน่ากลัว ทั้ง 2 ด้านเลย ทว่าความเด่นของหนังอยู่ที่เหล่าภูตผีที่มีหลากหลาย หากแต่ก็มีข้อด้อยเรื่องของฉากต่อสู้ที่จบเกมกันง่ายไปหน่อย แต่ชินจังก็น่าจะเป็นตัวละครขวัญใจเด็ก ผู้ใหญ่ที่รอติดตามอยู่ดี อีกทั้งเป็นการ์ตูนที่ทำให้พ่อแม่ ลูกสนิทสนมกันด้วยการจูงมือไปดูในโรงหนัง ทั้งได้ปลูกจิตสำนึกในครอบครัวให้รักและห่วงใยกัน รวมถึงได้เห็นความน่ารักปนทะลึ่งทะเล้นของชินจังที่ไม่โตซะที แต่ทำให้สามารถหยิบเรื่องราวมาสร้างเป็นตอน ๆ ได้เรื่อย ๆ เหมือนนักสืบแว่นนั่นแหละ เต็มห้า ติดให้ ***
HENRY’s First Dates จีบซ้ำซ้ำ เฮนรี่จำไม่ได้
เป็นหนัง “รีเมค” 50 First Dates (50 เดตแรก จีบเธอไม่เคยจำ) ซึ่งเป็นภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ปี 2004 นำแสดงโดย Adam Sandler และ Drew Barrymore โดยต้นฉบับนั้นฝ่ายหญิงที่ประสบอุบัติเหตุ และความจำ “ระยะสั้น” จะรีเซตทุกวัน แต่ในเวอร์ชันไทย ที่นำแสดงโดย “ณเดชน์ คูกิมิยะ” รับบท “เฮนรี่” จะเป็นฝ่าย “จำไม่ได้” ขณะที่ฝ่ายหญิง “ลูซี่” นำแสดงโดย “มินนี่” ณิชา ยนตรรักษ์เป็นฝ่ายตามจีบ
โดยเวอร์ชันไทยมีกลิ่นอายในแบบต้นฉบับซึ่งก็เคยดูมาแล้ว ซึ่งฉากตื่นนอนเวอร์ชันเดิมคือให้นางเอกดูวิดีโอ แต่สำหรับ “เฮนรี่” ก็หยิบโทรศัพท์มาดูคลิปทุกเช้า สำหรับตัวนักแสดงพอเข้าใจว่าทำไมต้องให้สลับบท คนจำไม่ได้คือต้องให้ณเดชน์มาแสดง เพราะเขาถือเป็นซูเปอร์สตาร์เมืองไทยและถือเป็นนักแสดงมากฝีมือคนหนึ่ง ขณะที่นางเอกอย่าง “มินนี่” ถือว่าเธอแสดงได้ดีมาก ๆ เล่นเก่ง สมกับเป็นนักสำรวจพื้นที่เพื่อหาโลเคชั่นขึ้นลงบอลลูน และเป็นกัปตันขับบอลลูน นอกจากนี้เธอดูมีเสน่ห์ที่ทำให้คนที่อยู่ใกล้ตกหลุมรัก เรียกว่าเคมีตรงกันกับณเดชน์เลย คนหนึ่งโคตรหล่อ อีกคนสวยแบบมีเสน่ห์ และยิ่งดูเธอนาน ๆ ก็ยิ่งรู้สึกหลงรัก
ในส่วนของการดำเนินเรื่องทุกอย่างดีงามหมด นักแสดงสมทบอย่าง “ป๋ากิ๊ก” และ “เบิ้ล ปทุมราช” หรือเจ้าซิมบ้า “คาปิบารา” ก็เอามาเรียกความน่ารัก และเสียงฮาได้ สำหรับฉากโรแมนติกก็คอยมีเสิร์ฟให้เกือบทั้งเรื่อง ถึงแม้ตัวละครมีน้อย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะทุกคนนำพาเรื่องราวให้ดูสนุก เต็มห้า ติดให้ ****
PRACTICAL MAGIC 2
ถือเป็นการกลับมาร่ายมนตร์อย่างสวย ๆ ของ แซนดรา บูลล็อก และ นิโคล คิดแมน กับหนังภาคต่อ ที่ทิ้งช่วงไปยาวนานมากถึง 28 ปี ที่ทั้ง 2 กลับมาจับมือสร้างภาค 2 เพราะแฟน ๆ เรียกร้อง แล้วเรื่องราวภาคนี้ก็ยังเปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์ คนสวยที่ยังโดดเด่น เกินใคร ตามวัย จริง ๆ การแสดงของพวกเธอนั้น เคมีเข้ากันดีมากกกก ถ่ายทอดความรัก ความอบอุ่น ความสนิทสนมกลมเกลียวกันได้สมบูรณ์แบบ ไม่พูดถึงเรื่องการแต่งหน้าไม่ได้ การแต่งหน้าของคนในครอบครัวนั้นทำออกมาได้ดี แม้แต่ละคนจะหน้าตาแตกต่างกัน แต่ก็ทำให้ บางมุมดูเหมือน คล้ายกันจริง ๆ ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นครอบครัวเดียวกันจริง ๆ
ในส่วนของเนื้อเรื่องค่อนข้างกระชับ ไม่ยืดยาว บทภาพยนตร์ดี ลำดับเรื่องราวให้ลงล็อกสมบูรณ์ แต่เรื่องการใช้พลังเวทมนตร์เสียดายมีไม่ค่อยมากเท่าไหร่ เนื้อเรื่องจะออกไปแนวดราม่ามากกว่า ทำให้ความตื่นเต้นของเรื่องมีไม่ค่อยมากอย่างที่อยากเห็น ถือเป็นหนังที่ดูได้เรื่อย ๆ ถ้าบอกถึงความโดดเด่นของหนังอยู่ที่การแสดงของ 2 ราชินีฮอลลีวูดที่มีเสน่ห์และแสดงเข้ากันได้กลมกล่อม แต่ข้อเสียเรื่องการโชว์พลังเวทมนตร์น้อยไปหน่อย แต่ถือว่าสมการรอคอยเพราะคนที่ชื่นชอบการแสดงของ แซนดรา บูลล็อก และ นิโคล คิดแมนหนังเรื่องนี้ทำมาเพื่อแฟนหนังรุ่นก่อน จริง ๆ เน้นปลื้มกับ 2 นักแสดงนำมากกว่าสิ่งใดในเรื่อง เต็มห้า ติดให้ ** ครึ่ง

BLUELOCK ขังดวลแข้ง
ถือเป็นหนังดูสนุกมาก (ก หลายตัวเลย) เป็นหนังที่สร้างจากมังงะสุดฮิตที่เป็นการ์ตูนกีฬาฟุตบอล ซึ่งมีแรงบันดาลใจมาจากปัญหาของฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่นที่มักได้รับคำชื่นชมว่าเล่นเป็นทีมอย่างมีระบบ แต่กลับมีปัญหาเรื่องการจบสกอร์ เหมือนขาด “ศูนย์หน้า” ที่จะเป็นตัวจบเกม
สำหรับหนังไลฟ์แอ็กชันเรื่องนี้ ยอมรับตรง ๆ ว่า ไม่รู้จักนักแสดงญี่ปุ่นเลยสักคน แต่ด้วยความที่เคยดูการ์ตูนมาก่อน ทำให้ไม่จำเป็นต้องจำชื่อก็ได้ แค่เห็นคาแร็กเตอร์ของตัวนักแสดงว่าใครเป็นใคร และเรื่องราวเดินเร็วและสนุกมาก การแสดงของแต่ละคนยังคงคาแร็กเตอร์จากต้นฉบับเอาไว้ได้ดี อาจดูโอเวอร์แอ็กติ้งบ้างในสไตล์หนังญี่ปุ่นเพราะสร้างจากการ์ตูน แต่กลับเข้าบรรยากาศของเรื่องได้เป็นอย่างดี ส่วนฉากสำคัญคือ “การแข่งขันฟุตบอล” ก็ไม่ได้เว่อร์จนกลายเป็นโอเวอร์แอ็กชัน ใครที่คิดจะมาดูฟุตบอลแบบ “เส้าหลินซ็อกเกอร์” บอกเลยไม่มีให้เห็น เพราะทั้งเรื่องคือการเล่นฟุตบอลที่ระหว่างแข่งจะมีการคิด วิเคราะห์ และวางแผนกันอยู่ตลอด ในฐานะคนดูก็ทำให้ลุ้นไปด้วย เพราะไม่ได้มีแค่การวิ่งไล่เตะบอล แต่ยังต้องใช้ทั้งไหวพริบ การอ่านเกม และการเอาตัวรอด หนังมีสอดแทรกมุกตลกเป็นระยะ ๆ อีกทั้งจังหวะโบ๊ะบ๊ะในแบบการ์ตูนทำให้บรรยากาศไม่เครียดจนเกินไป ส่วนใครที่เคยดู หรือไม่เคยดูการ์ตูนมาก่อนก็ไม่มีปัญหา เพราะคนในโรงหนังจำนวนมากก็สนุกไปกับมัน และมีหลายจังหวะที่เรียกเสียงปรบมือจากคนดูได้เลย ถือว่าทำเรื่องราวออกมางานดี ไม่เสียทีที่นำมาทำเป็นไลฟ์แอ็กชัน เพราะหนังจากการ์ตูนประเภทนี้มีความเสี่ยงสูงมาก คือ ไม่เกลียดก็รัก แต่สิ่งที่ชอบที่สุด คือดูแล้วเหมือน “ปลุกไฟ” ในตัวเราได้ กับแนวคิดเรื่อง “อีโก้อิสต์” ที่ว่าถ้าเราได้เจอคนที่เก่งกว่า เราจะทำอย่างไร? จะยอมแพ้ หรือจะพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นไปอีก อีกอย่างที่ขอชมคือ ตลอดเวลา 2 ชั่วโมงกว่า ๆ ไม่มีช่วงไหนเลยที่รู้สึกเบื่อ ต้องชมทั้งการตัดต่อและการลำดับภาพ ที่พาผู้ชมเดินทางไปกับเกมการแข่งขันได้สนุกมาก ที่สำคัญได้ปลุกไฟในตัวเราได้ด้วย ติดเต็ม *****
Legend of The White Dragon
ดูจบก็ร่วมไว้อาลัยกับ 2 นักแสดง “เจสัน เดวิด แฟรงค์” และ “ไมเคิล แมดเซน” ซึ่งนักแสดงทั้งสองได้ฝากผลงานเรื่องสุดท้ายในชีวิต
โดยตัวละคร White Dragon เจสัน เดวิด แฟรงค์ เสนอความคิดสร้างสรรค์ที่ตั้งใจจะให้ออกมาเป็นงานที่คนดูจะเต็มอิ่มไปกับภาพที่อยู่ตรงหน้า และกลายเป็นความทรงจำที่ดีให้กับเหล่า FC ของ พาวเวอร์ เรนเจอร์ส (Power Rangers) คือซีรีส์โทรทัศน์ซูเปอร์ฮีโร่สัญชาติอเมริกัน ที่ดัดแปลงมาจากภาพยนตร์ชุดซูเปอร์เซ็นไตของประเทศญี่ปุ่น จากที่ดูสร้างออกมาเป็นมนุษย์ที่มีหินและบ่อน้ำเพิ่มพลังจากที่เปิดฉากมาก็สู้กับตัวร้ายที่ดันแข็งแกร่งกว่าทำให้พระเอกแพ้และหลบหนีไปเก็บตัว เพราะถูกคนทั้งโลกประณามว่าเป็นสาเหตุทำคนเสียชีวิตเป็นพันกว่าคน
คนสร้างชื่นชอบแนวนี้เลยหยิบมาทำแถมพระเอกและตัวร้ายที่รับบทเศรษฐีสั่งให้ทีมงานคิดค้นสูตรยาเพิ่มพลังเพื่อฆ่า White Dragon (รับบทโดย เจสัน เดวิด แฟรงค์) ที่เป็นสาเหตุให้ภรรยาและลูกในท้องตายพร้อมกับคนอื่นอีกพันกว่าคน ได้เห็นเบื้องหลังการถ่ายทำตอนท้าย ผู้กำกับเล่นเองขณะสวมชุด เหมือนกับแฟรงค์ซึ่งขณะสวมชุด White Dragon ก็เล่นเองไม่สนความร้อนของชุดที่สวม ซึ่งรู้ ๆ กันอยู่ส่วนน้อยพระเอกของเรื่องจะใส่ชุดและเล่นเอง ก็เป็นหนังไลฟ์แอ็กชันที่เอาคนเล่นจริง บทบู๊ที่เขาต้องสู้กันดูแล้วเขาน่าจะชอบ Dragon ball เพราะฉากต่อสู้เหมือนผสมท่าทางของ Dragon ball เข้าไป และถ้าเอาทีมสร้างนี้ไปสร้าง Dragon ball คงสนุกเพราะฉากสู้บทพื้น บทอากาศทำออกมาดีเหมือนได้ดู Dragon ball ซึ่งดูแล้วสนุกแปลกตาดี แล้วที่แปลกตาอีกนักแสดงนำน่าจะมีอายุแต่ยังสวมชุดฮีโร่ดูไม่ขัดตาเท่าไหร่ ซึ่งหนังแนวฮีโร่ต้องหนุ่ม ๆ แมน ๆ แต่นี่เป็นยอดมนุษย์วัยกลางคนทั้งนั้นเลยนะ (หัวเราะ) ก็เออ…แปลกดี บทบู๊พวกเขาก็เล่นเข้าขากันดี เนื้อเรื่องคือ พระเอกเป็นมนุษย์ที่มีพลังจากหินสีขาวแถมดูเหมือนจะทำภาคต่อแต่นักแสดงนำ เจสัน เดวิด แฟรงค์ เสียชีวิตก่อนหนังจะมาฉายในบ้านเรา ดูจากเบื้องหลังเขาทุ่มเทเล่นเองทุกฉาก รวมถึงตัวร้ายก็ดูเท่ ยิ่งเท่มากตอนถอดเสื้อ ถ้าให้ไปเล่นพระเอก bad เหมาะเลย ถือเป็นหนังที่ดูเอาเพลิน ๆ บู๊แอ็กชันก็ดีสนุกสไตล์ฮีโร่ปล่อยพลัง ส่วนชุดฮีโร่ก็ออกแบบมาดูกึ่ง ๆ ไอ้มดแดงอุลตร้าแมนประมาณนั้น แต่ไม่น่าจะมีภาคต่อแล้ว อาศัยผู้สร้าง ๆ ออกมาตามความชอบของตัวเอง เต็มห้า ติดให้ ** ครึ่ง
Fall 2 : Deadpoint – แส่! ท้านรก
เป็นหนังภาคต่อ จาก Fall นรก 2,000 ฟุต ที่ออกฉาย ปี 2022 เนื้อเรื่องเริ่มจาก น้องสาว ตัวเอกในภาคแรก ที่มาทำเป้าหมายที่พี่สาววางแผนไว้ โดยมีสถานที่ภาคใต้ฝั่งอันดามันของประเทศไทยเป็นสถานที่ถ่ายทำ และสมมุติเขาสูงตั้งฉากที่มี สะพานไม้ริมหน้าผา แบบที่มีของจริงที่ประเทศจีนขึ้นมา ชื่อว่า “เขาขวัญ” (ไม่มีอยู่จริง เป็นสถานที่ที่ทีมงานสร้างภาพยนตร์สมมติขึ้นมา ) เรื่องราวมีความดราม่าระดับนึง แต่ก็เดินเรื่องได้รวดเร็วกว่าภาคแรก เข้าสู่การเริ่มปีนเขา ในเวลาไม่นานตลอดทั้งเรื่องแทบจะมีแต่ฉากอยู่ที่สูง เกือบ 80% ฉากที่สร้างขึ้นมาเวลาถ่ายไกล ๆ ยังมีความหยาบไม่ค่อยละเอียด แสดงออกมาเป็นภาพไม่ค่อยชัด วิวมุมมองที่ถ่ายให้เห็นวิวที่ตัวละครเห็น เมื่ออยู่ที่สูงชมวิวก็ดูขัดนิด ๆ เพราะตอนช่วงแรกนั่งเรือล่องทะเลอันดามันเข้ามาบรรยากาศ บ้านพักก่อนขึ้นเขา ก็เป็นบังกะโลบ้านชายหาดต้นมะพร้าว แต่พอถ่ายมาในสิ่งที่ตัวละครเห็นกลับเป็นแนวเทือกเขาสุดลูกหูลูกตาซะงั้น มาที่นักแสดงนำทั้ง 3 คนถือว่าเล่นได้ดี ไม่โอเว่อร์แอ็กติ้งเกินไป แต่บางทีก็ดูนิ่งเกินไปเมื่อเทียบกับคนต้องอยู่บนที่ความสูงระดับนั้น ส่วนนักแสดงตัวประกอบคนไทยเล่นได้ดี มีตลก ๆ ให้ชวนขำได้
ในความเด่นของหนังเน้นที่สูงเกือบตลอดทั้งเรื่องสมชื่อหนัง หากแต่ก็มีข้อบกพร่องเรื่องของภาพเวลามองไกล ๆ งานไม่ละเอียดพอ แต่ถือว่าหนังตอบโจทย์คนที่ชอบหนังเสียว ๆ ความสูงดูได้อรรถรสอยู่ แต่ก็ไม่ได้เสียวมากมายพอให้คนที่กลัวความสูงดูได้จนจบ เต็มห้า ติดให้ **
Mutiny คนระห่ำห้ามรอด
เนื้อเรื่องซึ่งเดินช้าในช่วง 20 กว่านาทีแรก หนังปูเรื่องความสัมพันธ์ของพระเอก “โคล รีด” (เจสัน) อดีตตำรวจสหรัฐฯ ที่เคยช่วยชีวิต “มหาเศรษฐี” เจ้าของกิจการ “ชิปปิ้ง” ขนาดใหญ่ และต่อมาก็ได้มาเป็นบอดี้การ์ดของเขา ดูแลความปลอดภัยให้เขาและลูกชาย โดยมีแบ็กกราวนด์เรื่องเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และบนเรือก็คือ จุดเริ่มต้นของการต่อสู้ ความระห่ำ ของฉากแอ็กชันถูกสาดใส่แบบนันสต็อป แถมการต่อสู้ของเจสันค่อนข้างดิบ เถื่อน รุนแรง ทั้งการสู้ด้วยมือเปล่า หรือหากหยิบจับ “อาวุธ” อะไรได้ก็เอามาใช้หมด ไม่ว่าจะเป็น มีด ปืน ปืนกล เคียว ขวาน พี่เจสันหยิบเอามาใช้เป็นอาวุธสังหารอย่างเหี้ยมโหดไร้ความปรานี ซึ่งตัวหนังติดเรต 15+ ฉะนั้นฉากที่มีเลือดสาดก็มีมากพอสมควร แต่…ความรู้สึกที่ได้ดูยังไม่เห็นความแปลกใหม่ในฉากต่อสู้เท่าใดนัก ยังคงต่อสู้สไตล์เดิม ๆ
แม้ฉากแอ็คชันจะดูดี แต่เนื้อเรื่องกลับเบาบาง ค่อนข้างไปทางเชย ๆ ส่วนตัวนะ แล้วเรื่องราวก็ค่อย ๆ เฉลยให้รู้ว่า “พระเอก” มีที่มาที่ไปอย่างไร ทำให้นึกถึงหนัง “Under Siege” ยุทธการยึดเรือนรก ของนักบู๊อีกคนที่ชื่อ สตีเวน ซีกัล (Steven Seagal) หนังเก่ามากกว่า 30 ปีแล้วนั่นก็ขาบู๊ ในระหว่างที่กำลังคิดถึงเรื่องนั้นก็มีหนึ่งตัวละคร ซึ่งเป็นคนไทยและเหยื่อการค้ามนุษย์ “อุ้มลูก” และร้องเพลงกล่อมเด็ก “จันทร์เอ๋ย จันทร์เจ้า ขอข้าวขอแกง…” ทำให้คนในโรงหนังถึงกับกระแอม ซึ่งรวมถึงผู้เขียนด้วย เพราะไม่คิดว่าจะได้ยินเพลงนี้ ในหนังฝรั่งระดับนี้ หรืออาจเพราะถ่ายทำในไทยเลยใช้เพลงกล่อมเด็กให้เรา ๆ นึกถึงสมัยแม่กล่อมนอน ขอสรุปภาพรวมก็ยังเป็นหนังที่ดูสนุก สไตล์ “เจสัน สเตแธม” ที่ขายบู๊ไหว ทว่าก็ไม่ได้เร้าใจ เรียกว่าพอประคองตัวได้เท่านั้น เต็มห้า ติดให้ ***
![Asia Morning News [เอเชียมอร์นิ่งนิวส์]](https://www.asiamorningnews.net/wp-content/uploads/2026/02/cropped-logo_x90.jpg)