Harry Potter and the SORCERER’S STONE (25 YEARS OF MAGIC)
เป็นภาพยนตร์แฟนตาซี ฉายเมื่อปี 2001 กำกับโดย คริส โคลัมบัส และจัดจำหน่ายโดย วอร์เนอร์บราเธอส์พิกเจอส์ ซึ่งดัดแปลงจากนวนิยายในชื่อเดียวกันของเจ. เค. โรว์ลิง วันนี้ที่ได้มาดูต้องขอบคุณวอร์เนอร์บราเธอส์ที่เปิดให้สื่อดูเพราะครบ 25 YEARS OF MAGIC
คุ้มค่าที่มาดู เหมือนได้รำลึกวัยสมัยที่เคยดูเมื่อปี 2001 พอมาดูอีกครั้งก็ยังสนุกดี หนังมันจินตนาการจริง ๆ นะ มาดูจินตนาการแท้ ๆ ซึ่งจากที่เคยดูเมื่อ 25 ปีที่แล้วแล้วมาดูอีกครั้งปี 2026 หนังมันไม่เฉย มันล้ำอยู่จนทุกวันนี้ ดูแล้วก็มีความรู้สึกว่ามันล้ำมาก ๆ และที่ชอบเพลงเปิดเป็นเอกลักษณ์พอได้ยินรู้เลยเป็นหนังเรื่อง Harry Potter แล้วเพลงก็คลาสิกสุดแล้ว จริง ๆ ชอบทุกฉากแต่ที่ชอบที่สุดคือ ฉากเดินหมากรุกโดยใช้สติปัญญาของรอน วีสลีย์ ซึ่งฉากหมากรุกถือเป็นฉากที่คลาสสิกมาก ดูกี่ทีก็คลาสสิกและดูอลังการงานสร้าง เสียงซาวด์ เอฟเฟกต์ แล้วคนสร้างก็สร้างได้สมศักดิ์ศรีของนิยาย แต่คนเขียน เจ. เค. โรว์ลิงเขียนได้สุดจริง ๆ แถมจินตนาการโลกพ่อมดและแม่มดสุดจริง ๆ จินตนาการแกสุดนะ ไม่เคยมีใครคิดจะมีโรงเรียนสอน จากที่เคยดูหนังก็มีหนังพ่อมดแม่มดมาเสกหรือล่าปีศาจ แต่นี่คิดได้ไงพ่อมดแม่มดต้องเรียนหนังสือ เรียนคาถาต่าง ๆ นักเรียนก็หน้าตาน่ารัก ดูแล้วอึ้ง ยิ่งมาดูจอใหญ่ยิ่งได้อรรถรส ได้เห็นความอลังการของฉากในห้องที่เปิดตัวได้อย่างประทับใจ ตื่นตาตื่นใจ ดูอีกรอบก็อึ้ง อีกทั้งซาวน์ทำถึง หนังอะไรก็ช่างพอดูจอใหญ่ แล้วภาคนี้ดูไม่รู้กี่รอบ แต่เสียดายอย่างเดียว เด็ก ๆ ไม่น่าโตเลยน่าจะเป็นแบบโคนัน(หัวเราะ) จะได้สร้างไปเรื่อย ๆ จินตนาการไปเรื่อย ๆ แต่เขาก็สร้างให้สมจริงเพราะทุกคนต้องโต ดูไปยิ้มไปมีความสุข และยิ่งตอนท้ายสัมภาษณ์พวกเด็ก ๆ ก็โตแล้วด้วย ดูเพลินดี สนุก ได้รำลึกความหลัง ดูไปอมยิ้มตลอด และเพลินกับภาพเบื้องหลังท้ายเรื่อง จริง ๆ อยากให้เอามาให้ดูมากกว่านี้แต่เวลาในโรงจำกัดด้วย
มาเล่นเกมทายปัญหาภาพยนตร์เรื่อง “THE END OF OAK STREET” นักแสดงที่รับบทพ่อและแม่ คือใคร?
ทราบคำตอบ เขียนชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทร ลงในไปรษณียบัตรให้ชัดเจน ส่งมาที่คอลัมน์ หนังดีติดดาว 32/15 ซอย ลาดพร้าว 23 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 (ขอบคุณ วอร์เนอร์ บราเดอร์ส สนับสนุนของรางวัล 3 รางวัล)
ธูป เที่ยงคืน วิญญาณ (Midnight Incense)
ขอชมเลยแอร์ที่สตูฯเย็นฉ่ำกว่าโรงหนัง สมกับดูหนังผี ยังคิดเล่น ๆ ว่าไม่ใช่ทำเซอร์ไพรส์มีอะไรหล่นลงมา มีช็อก กรี๊ดแน่ แต่ดีไม่มีอย่างที่คิด แล้วขอบอกว่าจริง ๆ ไม่ใช่ผู้สันทัดหนังไทยยิ่งหนังผี แต่ดูก็โอเคได้ฟีลอารมณ์หนังผีไทย ถ้าเอาความคิดในแง่การเขียนบทต่อบท ภาพประกอบถ้าไปเทียบหนังผีฝรั่งยังไม่ถึง แต่ถ้าพูดถึงในแง่สไตล์ไทย ๆ ก็ผิดคาด ดูไปดูไป มันมีหลายฉากดูแล้วขนลุก ๆ เหมือนกัน แล้วบางฉากมีหรี่ตาดูทำให้เรากลัวได้จริงถือว่าผิดคาด ก็กะว่าหนังไทยสร้างไม่น่าจะถึงเท่าไหร่ แต่ก็มีขนลุกหลายฉาก บางฉากต้องเบือนหน้าหนี แต่ก็มีฉากทำไม่ถึงอย่างใต้ถุนบ้านก็ลุ้นว่าจะมีอะไรโผล่แต่ก็ทำให้อารมณ์ค้าง แล้วมีฉากแบบนี้หลายฉากด้วย เพราะลุ้นว่าจะมีอะไรโผล่คุณก็ดันไม่ทำเลยดูแล้วมันหงุดหงิด สำหรับนักแสดงตัวเอก 3 คนก็โอเคก็เล่นสไตล์หนังไทย แต่ที่น่ารำคาญก็คำสบถหยาบ ๆ ทั้งเรื่องเลย มัน กลายเป็นหนังไทยทั่วไปที่มีสบถ เหมือนนึกคำพูดไม่ออกก็ปล่อยสัตว์ออกจากปาก เราก็งงว่า หนังไทยเลิกสบถหยาบ ๆ แบบนี้ไม่ได้เหรอ ก็เข้าใจแหละว่าวัยรุ่นสมัยนี้เขาพูดกันอย่างนี้ เพื่อนฝูงพูดอย่างนี้จริง แต่พอเป็นหนังไม่ต้องเยอะทั้งเรื่องได้เปล่า มันเยอะไปหรือเปล่า มีแต่คำสบถทั้งนั้นเลย เป็นไปได้เหรอ “คนเรามันจะเหี้ยกันทั้งวันเลยเหรอ” (หัวเราะ) มันไม่ใช่ หนังฝรั่งเราก็ดูมามันก็มี f_ck มันก็ไม่ได้ f_ck เยอะแบบเรา ลองเขียนบทให้มันดูอินเตอร์กว่านี้หน่อยก็ได้ เผื่อเด็กดูได้ไม่ต้องสบถเยอะหาคำพูดให้มีเหตุมีผลกว่าสบถหน่อยหยาบก็ดี นี่กลายเป็นว่าเด็กเข้ามาดูทั้งเรื่องมีไอ้เหี้ยทั้งเรื่องเลย เผื่อให้เด็กดูด้วยก็ดี โอเคเราก็สนับหนังไทย ลองคิดอีกแง่นึง ลองทำให้มันแตกต่างดูก็ได้ไหมโดยตัดคำหยาบออกบ้าง ทว่าโอเคที่ทำให้ขนลุกได้ก็ผิดคาดแล้วล่ะ แต่ที่ขัดอารมณ์น่าจะเป็นตัวละครไม่ตรงกับความเชื่อไทย อย่างพวกลบหลู่กินขนมของไหว้หน้าตาเฉยควรได้รับผลกรรม ทว่าในเรื่องกลับเปลี่ยนเป็นคนไม่ลบหลู่แถมเป็นคนดี แต่ไหงต้องเจอบทสรุปชีวิตแบบนั้นล่ะ เต็มห้าติดให้ ** ครึ่ง
VANISHING POINT คดี ลึก ตึก ลับ
เป็นหนังแนวสืบสวนคดี เริ่มเรื่องมีคดีอย่างรวดเร็ว และก็มีเรื่องทำผิดกฎหมาย จากแต่ละตัวละคร นับได้เป็น 3 คดี ที่มีการเล่าเรื่องราวจะตัดสลับไปมา ระหว่าง เวลา สถานที่ ตัวละครในแต่ละคดี เนื้อเรื่องชวนให้ตั้งข้อสงสัย และมีการสับขาหลอกให้เชื่อไปในทิศทางต่าง ๆ แต่ด้วยตัวบทภาพยนตร์ที่เรียบเรียงทำออกมาได้ดีเยี่ยม ทำให้ค่อย ๆ ร้อยเรื่องราวเข้ามาผสมผสานกันได้อย่างลงตัวแทบไร้รอยต่อและไม่มีสะดุด ทำให้เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ถือว่าได้พาคนดูเป็นนักสืบไปด้วยกันตลอดเวลาที่ดู นักแสดงทุกคนเล่นได้ดี แต่บุคลิกตัวละคร หากแต่ผู้ชายมีความคล้าย ๆ กันมากไปหน่อย จนช่วงแรกอาจงง ว่าเป็นคนเดียวกันหรือเปล่า
ในส่วนความเด่นของหนังทำให้คนดูรู้สึกเป็น นักสืบ ไปด้วยตลอดทั้งเรื่อง แต่ข้อด้อยในเรื่องของบุคลิกตัวละคร ผู้ชาย คล้ายกันมากไปเลยไม่มีใครเด่นกว่าใครในเรื่อง แนวของเรื่องเหมาะกับคนที่ชอบดูแนวนักสืบ น่าจะชอบ เพราะมี 3 คดี ให้แก้โจทย์ในเวลาเดียวกัน เต็มห้าติดให้ *** ครึ่ง
หมัดเทวา ท้าเดิมพัน GOD SKIN
หนังไทยแนวใหม่ที่ผสมการต่อสู้แฟนตาซี ไซไฟ และ ดราม่าได้อย่างชัดเจนทุกแนว และผสมออกมาได้อย่างลงตัว เนื้อเรื่องตอนแรกดูเรียบง่าย แต่ตอนหลังซับซ้อนพอควร บทภาพยนตร์เรียบเรียงได้ดี ทำให้เข้าใจได้ง่ายมาก กราฟฟิก พลังเทวา ทำออกมาได้เนียนตา สร้างสรรค์สวยงามดี ท่าทางการต่อสู้ นอกจากการใช้พลังเทวา ซึ่งมีน้อยไปหน่อย ถ้ามีศิลปะการต่อสู้ช่วงมือเปล่ามากกว่านี้ก็จะสมบูรณ์แบบเลย ด้านนักแสดงเล่นได้ดีมากทุกคน สมจริงกับทุกบทบาทที่ได้รับ ยิ่งมีดราม่าซับซ้อนยิ่งเห็นชัด เวลาแต่ละคนเล่นแต่ละบทที่แตกต่างกันออกไป ทว่าเรื่องราวช่วงซับซ้อนจะเดินเรื่องค่อนข้างเร็วกว่าช่วงแรกที่เรียบง่าย แต่ก็มีบางช่วงถ้าคนดูไม่มีสติดูอาจจะตามไม่ทันได้ เป็นหนังไซไฟที่ผสมวิทยาการทันสมัยทำออกมาถือว่าดีมากระดับนึง ถ้าเทียบกับหน้งไทยที่ผ่านมาเรื่องนี้ทำถึง
แถมความเด่นของหนังก็มีครบทุกแนวผสมได้อย่างลงตัวทั้ง ไซไฟ กราฟฟิก มิติใหม่ แต่ก็มีที่ไม่โอเคช่วงดราม่าที่ซับซ้อนเดินเรื่องเร็วจนอาจตามไม่ทัน แต่ถือเป็นหนังไทยที่ทำออกมาได้เกินคาดจริง มีครบทุกรส ยกระดับหนังไทยไปอีกขั้น พร้อมให้แง่คิดจนจบยันช่วงท้ายที่ขึ้นเครดิตด้วย เต็มห้าติดให้ **** ดาวครึ่ง
![Asia Morning News [เอเชียมอร์นิ่งนิวส์]](https://www.asiamorningnews.net/wp-content/uploads/2026/02/cropped-logo_x90.jpg)