ถ้าปลาหมอคางดำในไทยมี DNA ไม่เหมือนกันทั้งหมด​คำถามจึงอาจไม่ใช่แค่ “ปลามาจากไหน?” แต่ต้องถามต่อว่า “เข้ามากี่ครั้งและเดินทางต่ออย่างไร?” เมื่อหลักฐานทางพันธุกรรมเริ่มขี้ภาพการระบาดที่ซับซ้อนกว่าที่คิดและชี้ว่า “ต้นตอไม่ได้มีแค่คำตอบเดียว”

DNA​ กำลังบอกอะไรเรา? ตลอดหลายปี​ที่ผ่านมา​คำถามเรื่อง “ต้นตอปลาหมอคางดำ” กลายเป็นหนึ่งในปริศนาที่สังคมไทย​ยังหาคำตอบร่วมกันไม่ได้

ปลาชนิดนี้เข้ามาในประเทศไทยได้อย่างไร ใครนำเข้ามา หลุดออกจากระบบเมื่อใด​และเหตุใดจึงแพร่กระจายไปได้ไกล​ถึง​หลายจังหวัด?

คำตอบที่พูดถึงมีหลายแนวทาง​แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถตรวจสอบได้ด้วยวิทยาศาสตร์คือ DNA ของปลา

เพราะ DNA ไม่ได้มีหน้าที่เพียงบอกว่า​ “​ปลาตัวนี้เป็นปลาหมอคางดำ” ​แต่ยังสามารถใช้เปรียบเทียบความสัมพันธ์​ระหว่างประชากรปลาในแต่ละพื้นที่เพื่อดูว่าปลาเหล่านั้นมีความใกล้ชิดกันมากน้อยเพียงใด​และอาจมีประวัติการเคลื่อนย้ายอย่างไร​

พูดง่ายๆ​คือ​ถ้าปลาจากคนละพื้นที่มีรูปแบบพันธุกรรมเหมือน​หรือแตกต่างกันข้อมูลเหล่านี้​สามารถต่อจิ๊กซอว์ เส้นทางการแพร่กระจายได้

และนี่คือเหตุผลว่า​ ทำไมเรื่องนี้ต้องดูถึงระดับ DNA เพราะ “ข้อสันนิษฐาน” กับ “ข้อ​ค้นพบทางวิทยาศาสตร์” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

​ยิ่งตรวจยิ่งเห็นว่า DNA ไม่ได้มีแบบเดียว​

​งานวิจัยล่าสุดเรื่อง​ Genetic diversity, population structure and multiple introductions of invaive blackchin tilapia Sarotherodon melanotheron in Thailand จัดทำโดยคณะนักวิจัยจาก​ สถาบันทรัพยากรทางน้ำ​ และคณะวิทยาศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งตีพิมพ์ไว้ในวารสาร Aquaculture Reports ศึกษาตัวอย่างปลาหมอคางดำถึง 466 ตัวอย่าง​ จาก 20 พื้นที่ นักวิจัยพบ 19​ haplotypes หรือรูปแบบพันธุกรรมและในจำนวนนี้มีถึง 13​ ​รูปแบบที่พบเฉพาะบางพื้นที่

ความหมายจึงไม่ได้อยู่แค่คำว่า  “DNA ต่างกัน”  ​แต่ต้องถามต่อว่าต่างกันอย่างไร​และรูปแบบความแตกต่างนั้นกำลังบอกอะไร?

หากปลาหมอคางดำทั้งหมดในประเทศไทย​มาจากแหล่งเดียว​หลุดออกมาจากประชากรตั้งต้นเพียงกลุ่มเดียวแล้วค่อยๆ แพร่ขยายต่อกันมาเราคาดหวังว่าจะเห็นลักษณะทางพันธุกรรมที่สอดคล้องกับแนวคิดดังกล่าวมากกว่า แต่สิ่งที่พบกับมีความหลากหลายทางพันธุกรรม​และมีรูปแบบเฉพาะพื้นที่หลายรูปแบบ

นักวิจัยจึงต้องวิเคราะห์ต่อ​ทั้งเครือข่าย​  haplotype ​และความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการก่อนพบความเชื่อมโยงกับประชากรธรรมชาติจากแอฟริกาตะวันตกหลายกลุ่ม ทั้งกานา โกตดิวัวร์ ​รวมถึงข้อมูลจาก โตโก​และเบนิน​ ข้อมูลเหล่านี้จึงสนับสนุนสมมติฐานสำคัญว่า​ ปลาหมอคางดำในไทยอาจไม่ได้มาจากการนำเข้าเพียงครั้งเดียวหรือแหล่งเดียว แต่มีความเป็นไปได้ของ​ multiple introductions หรือการนำเข้าหลายครั้งจากหลายแหล่ง

​ไม่ใช่แค่​ “มาจากไหน”… แต่   ​”ถูกพาไปไหนก็สำคัญ” ก็สำคัญ

เรื่องที่น่าสนใจไม่ได้หยุดอยู่ที่ต้นทางต่างประเทศ​  ​เพราะงานวิจัยยังพบว่าโครงสร้างทางพันธุกรรมของปลา​ในบางพื้นที่ไม่ได้เรียงตัวตามระยะทางภูมิศาสตร์อย่างง่าย

ตัวอย่าง 1 คือประชากรจากสมุทรสงครามซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการพบการรุกรานครั้งแรกมีความแตกต่างทางพันธุกรรมอย่างชัดเจนจากประชากรในเพชรบุรีแม้พื้นที่จะมีระบบน้ำเชื่อมต่อกัน

ขณะเดียวกันพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลกันกลับพบรูปแบบพันธุกรรมที่ใกล้เคียงกัน นี่จึงเปิดอีกคำถามใหญ่

ถ้าปลาไม่ได้แพร่ไปตามธรรมชาติอย่างเดียว ​แล้วใครหรืออะไรเป็นตัวพามันเคลื่อนที่ ? 

นักวิจัยเสนอหลักฐานที่สอดคล้องกับแนวคิด human-mediated secondary introduction ​หรือการเคลื่อนย้ายโดยมนุษย์ภายในประเทศภายหลัง โดยเฉพาะการพบ​ haplotype​ เดียวกันในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้​ซึ่งอยู่ห่างไกลกัน

DNA จึงไม่ได้บอกว่าใครเป็นคนทำ ​แต่กำลังบอกว่าเส้นทางการแพร่กระจายอาจซับซ้อนกว่าการว่ายน้ำจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง

​แล้วผลของกรมประมงบอกอย่างไร ? เมื่อย้อน​กลับไปดูงานศึกษาของกรมประมงก็พบภาพที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

งานวิจัยปี 2563 ซึ่งใช้​เครื่องหมายพันธุกรรม microsatellite 5 ตำแหน่ง

พบว่าประชากรปลาหมอข้างดำจากแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันและมีโครงสร้างประชากรแบ่งออกเป็นรายกลุ่มโดยประชากรจากระยองมีความแตกต่างจากกลุ่มสมุดสงครามเพชรบุรีชุมพรและประจวบคีรีขันธ์อย่างชัดเจน​พบว่าประชากรปลาหมอข้างดำจากแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันและมีโครงสร้างประชากรแบ่งออกเป็นรายกลุ่มโดยประชากรจาก​ ระยองมีความแตกต่างจากกลุ่มสมุทรสงคราม​ เพชรบุรี​ ชุมพร​ และประจวบคีรีขันธ์  อย่างชัดเจน

ต่อมางานของกรมประมงปี 2565​ ​ซึ่งตรวจ​ mitochondrial DNA​  บริเวณ​ D-loop จาก​ 125 ตัวอย่าง​ พบ​ 15​ ​haplotypes

ทั้งรูปแบบที่พบหลายจังหวัดและรูปแบบเฉพาะบางพื้นที่

นั่นหมายความว่าแม้การศึกษาจะใช้วิธีและจำนวนตัวอย่างแตกต่างกันแต่มีข้อเท็จจริง หนึ่ง ที่น่าสนใจร่วมกัน

ปลาหมอคางดำในประเทศไทย​ไม่ได้มีองค์ประกอบทางพันธุกรรมเหมือนกันทั้งหมด

นี่คือจุดที่ควรอ่านอย่างระมัดระวัง เพราะงานวิจัยแต่ละฉบับอาจตีความเรื่อง​ “​​แหล่งกำเนิด” แตกต่างกันขณะที่งานล่าสุดซึ่งมีตัวอย่างมากขึ้นและเปรียบเทียบ​กับประชากรจากต่างประเทศสนับสนุนสมมติฐานเรื่อง การนำเข้าหลายครั้ง มากกว่าแหล่งเดียว​

ดังนั้นสิ่งที่ DNA ยืนยันได้กับสิ่งที่เราอนุมาน​จาก DNA จึงต้องแยกออกจากกัน และนี่อาจเป็นคำถามใหญ่กว่าปลาหมอคางดำ หากการแพร่ระบาดไม่ได้มีเพียงเส้นทางธรรมชาติและ​มีหลักฐานที่สนับสนุนการเคลื่อนย้ายโดยมนุษย์

คำถามต่อไปจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่ “​ใครนำเข้าปลาหมอคางดำ ​?” แต่ต้องขยายไปถึงระบบทั้งหมดว่า​ประเทศไทยมีช่องโหว่ตรงไหน​ในการนำเข้าซื้อขายครอบครองและเคลื่อนย้ายสัตว์ต่างถิ่น ​?

เพราะปลาหมอคางดำอาจไม่ใช่บทเรียนแรกของไทย ตลอดหลายปีที่ผ่านมาสัตว์ต่างถิ่นหลายชนิดถูกนำเข้ามาเพื่อการค้าการเลี้ยง​หรือวัตถุประสงค์อื่น​ ​ก่อนบางชนิดจะหลุดรอดและกลายเป็นปัญหาต่อระบบนิเวศ

ดังนั้น​  ​ปริศนาปลาหมอคางดำจึงอาจไม่ได้มีคำตอบแค่เรื่อง “ต้นทาง” แต่กำลังพาเราไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า

“​เราปล่อยให้สิ่งมีชีวิตจากต่างถิ่นเดินทางเข้าประเทศ และเดินทางต่อภายในประเทศได้อย่างไร​ ?”

เพราะหาก DNA กำลังบอกว่า ​”ต้นตอไม่ได้มีแค่คำตอบเดียว” ​สิ่งที่ประเทศไทยต้องถอดรหัสต่อไม่ใช่เพียง DNA ของปลา ​แต่​คือเส้นทางการนำเข้าการเคลื่อนย้าย​และช่องโหว่ของระบบที่ทำให้การระบาดเกิดขึ้น ซ้ำแล้วซ้ำอีก

และคำตอบสุดท้ายว่า ใครนำเข้า​เมื่อใดและนำเข้ากี่ครั้ง​  ​ยังคงต้องใช้หลักฐานอีกหลายด้าน​ทั้งเอกสารเส้นทางการค้าพยานและข้อมูลจากการบังคับใช้กฎหมาย​มาประกอบกับหลักฐานทางพันธุกรรม

เพราะ DNA อาจบอกเส้นทางของปลาได้แต่ไม่ได้บอกชื่อคน และนั่นคือเหตุผลที่ปริศนาปลาหมอคางดำยังไม่จบแค่ผลตรวจ​ DNA

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *