สกู๊ปพิเศษ
โดย…ยอดเยาวพา
กว่ายี่สิบปีที่ “นายเตชธรรม เลิศลบ” ผู้ประกอบการหนังกลางแปลง ที่คนในวงการหนังกลางแปลงรู้จักในนาม เอนก มงคลฟิล์ม แม้จะเรียนจบมัธยมต้นด้วยตอนเด็กค่อนข้างเกเร อีกทั้งบิดามารดาแยกทางกัน หากแต่เจ้าตัวชอบหนังกลางแปลงมาตั้งแต่เด็ก เวลาเห็นที่ไหนมีหนังกลางแปลงมาฉายจะตื่นตาตื่นใจมีความสุข ซึ่งเมื่อทำงานก็เริ่มเก็บเล็กผสมน้อยจนกระทั่งได้ทำหนังกลางแปลงหน่วยเล็ก ๆ ขึ้นมาเพื่อเต็มความสุขและความฝันของตนเอง ถึงแม้จะไม่ได้เรียนมาสายอาชีพทว่าทุกคนย่อมมีความฝัน ที่ผ่านมาเจ้าตัวต้องเดินบนเส้นทางขรุขระที่เต็มไปด้วยอุปสรรค อย่างวิกฤตน้ำท่วมเมื่อปี 2554 ต้องขนครอบครัวขึ้นไปกินนอนบนรถ 6 ล้อหลายเดือนหนำซ้ำธุรกิจล้างรถก็เจ๊งกู่ไม่กลับ แต่ก็มีเพื่อนดีที่ปัจจุบันเป็น “กำนันประสงค์ ตินพ” หรือ กำนันยุ่ง ให้ยืมรถ 6 ล้อเพื่ออาศัยนอนและหนีน้ำท่วม จากนั้นโชคร้ายในความโชคดีพ่อตาช่วยเหลือออกทุนทำธุรกิจหนังกลางแปลง หากแต่ก็ไม่ใช่จะพ้นอุปสรรคในการทำงานหาเลี้ยงครอบครัวได้ โดย เอนก มงคลฟิล์ม เปิดใจด้วยรอยยิ้มพร้อมเสียงหัวเราะว่า
“การที่ผมทำธุรกิจหนังกลางแปลงแรก ๆ ไม่บูมเลยครับ แย่เลย คือผมมาทำเป็นอาชีจริง ๆ จัง ๆ ตอนอายุน่าจะประมาณใกล้ ๆ 30 แต่มันเป็นช่วงขาลงแล้วครับ ถ้าทำหนังกลางแปลงเป็นอาชีพคือไปไม่รอดแล้วครับ มันเป็นอาชีพที่ลงทุนเยอะนะครับ แต่ผลตอบแทนน้อย แล้วก็เป็นงานหนักเหนื่อย คนที่จะทำต้องใจรักจริง ๆ ไม่เหมือนกับคนรุ่นก่อน ๆ ที่เขาทำมาระยะเวลา 30-40 ปีขึ้นไป ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ยุคหนังกลางแปลงเหมือนเป็นพระเอกเลยครับ ยุคที่หนังกลางแปลงได้รับความนิยมมาก มีรายได้เยอะมาก ตั้งแต่สมัยยังไม่มีวีดีโอครับ แต่ก่อนนั้นความสุขเดียวที่เข้าถึงทุกคนคือหนังกลางแปลงครับ ซึ่งในงานศพ งานบวช งานอะไรต่าง ๆ ก็จะมีหนังกลางแปลงไปฉายตลอดครับ แต่ตอนที่ผมมาทำเป็นช่วงขาลงของหนังกลางแปลงแล้วครับ
ทั้งที่เป็นช่วงขาลงของหนังกลางแปลงทำไมถึงสานฝันต่อ คือ ก่อนหน้านี้ย้อนไปสักยี่สิบกว่าปี หลังจากที่บวชตามอายุให้คุณแม่แล้วพอสึกออกมาก็คิดอยู่เราจะทำงานอะไรดี เราจะทำมาหากินอะไร เพราะความรู้ก็มีไม่เยอะ ผมแค่จบม. 3 เอง แต่อ่านออกเขียนได้ ตอนที่เรียนเป็นเด็กเรียนเก่งแต่เกเรแค่นั้นเอง เราไม่อยากทำงานลูกจ้างอยากทำงานของตัวเองเลยเช่าที่ทำ car care ล้างรถตั้งแต่อายุ 20 ก็เรียนรู้มาเรื่อย ๆ พอใกล้ ๆ จะอายุ 30 ก็ทำหนังกลางแปลงขึ้นมาหน่วยหนึ่งเป็นหน่วยเล็ก ๆ เอาไว้ฉายตามงานของเพื่อนฝูงไปช่วยกันไม่ได้มีค่าจ้างอะไร แล้วมันก็มาโชคร้ายตอนปี 2554 ที่น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพ บ้านผมอยู่เขตติดต่อกรุงเทพฯกับศาลายาน่ะครับ อาชีพ car care ล้างรถที่ทำเป็นหลักเป็นฐานเจ๊งครับ น้ำท่วมเจ๊งเสียหายหมดเลย แต่ตอนนั้นผมก็มีหน่วยหนังเล็ก ๆ สร้างเป็นของตัวเองแล้วครับ แต่ที่ทำให้ผมตัดสินใจเพราะ car care น้ำท่วมเราทำไม่ได้แล้วหมดเนื้อหมดตัวเลยแต่โชคดีมีเพื่อนให้ผมยืมรถ 6 ล้อเก่า ๆ คันนึงแต่มันใช้งานได้ ตอนนี้เป็นกำนัน ชื่อ กำนันประสงค์ ตินพ หรือ กำนันยุ่งครับ แต่ตอนให้ยืมรถเพื่อนยังไม่มีตำแหน่งอะไรเลยสนิทกันมาช่วยเหลือผมตลอดและเพื่อนหลาย ๆ คนด้วย ซึ่งตอนนั้นผมมีลูก 4 คน ซึ่งผมลำบากมากเพราะไม่มีอาชีพอะไร เพื่อนเลยให้ยืมรถ 6 ล้อคันใหญ่มีหลังคา ผมก็ขนอุปกรณ์หนังกลางแปลงขึ้นไปไว้บนรถทั้งหมดแล้วก็ลูกเมียผม และก็มีลูกน้อง 2 คนผัวเมียใช้ชีวิตอยู่บนรถหลายเดือน แล้วเพื่อน ๆ ผมคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่พื้นที่น้ำท่วมเขาก็จ้างงานผมให้เอาหนังกลางแปลงไปฉายเพื่อเป็นการช่วยเหลือผม ผมก็ใช้ชีวิตเป็นหนังเร่อยู่บนรถเลย แถมลูกผมก็ยังเล็กอยู่ครับ ใช้ชีวิตอยู่บนรถและไปนอนตามวัด ผมไปนอนอยู่วัดบางสีคต เพราะเป็นวัดครูบาอาจารย์ที่ยังเคารพนับถือกันจนทุกวันนี้ แต่งานมันไม่ได้มีทุกวันใช่ไหมครับ ช่วงไหนไม่มีงานก็เอาของลงไว้ที่ศาลาวัดแล้วก็ขับรถบรรทุกเอาของไปแจกผู้ประสบภัย ผมจะมีเพื่อนอีกกลุ่มเป็นกู้ภัยก็จะเอาของบริจาคขับรถลุยน้ำไปแจกตามบ้าน ตามโรงเรียน ที่ต่าง ๆ ซึ่งผมว่าส่วนหนึ่งเป็นผลบุญขณะที่เราลำบากเราก็ยังช่วยเหลือคนอื่น

พอสถานการณ์ดีขึ้นน้ำลด ผมก็คุยกับแฟนว่าเราจะทำอะไรกันดี เผชิญผมอาจจะโชคดีหน่อย ทางบ้านพ่อตาเขาสนับสนุน พ่อตาถามว่าอยากจะทำอะไรเขาจะลงทุนให้ ผมก็เลยตัดสินใจว่า ผมอยากจะทำหนังกลางแปลงครับ ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครสนับสนุนเลย เพราะทุกคนมองว่า มันไม่มีงานหรอก ใครจะไปจ้างมึง ขออนุญาตพูดหยาบ ๆ (หัวเราะ) เขาดูซีดีกันหมดแล้ว แต่ผมก็ยืนยันมันเป็นอาชีพเดียวที่ผมทำได้และผมก็มีความสุขที่จะทำ พ่อตาเลยลงทุนให้ผมสองล้านกว่าบาทครับ พอได้เงินมาก็เอาไปซื้อเครื่องเสียง ทำจอหนังกลางแปลง ในสายอาชีพนี้ถ้าเราทำหน่วยหนังก๊อก ๆ แก๊ก ๆ เราก็จะได้งานในราคา 2000 – 3000 บาท ตอนที่มีหน่วยเล็ก ๆ นั่นก็รับงานได้ 3000-4000 เท่านั้นเองครับ แต่พอพ่อตาลงทุนผมก็ทำเป็นหน่วยมาตราฐานและยังเช่าฟิล์มหนังอยู่ เนื่องจากผมอยู่เขตกรุงเทพนครปฐม ในสายหนังเขต 8 จังหวัด คนที่ถือสิทธิ์ฟิล์มหนังคือ พระนครฟิล์มหรือเขาเรียกบริษัท ธนารุ่งโรจน์ โดยเวลาหนังกลางแปลงจะฉายต้องเช่าฟิล์มเขาเท่านั้น เขาจะมีหนังใหม่ ๆ ให้เรานำเสนอเจ้าภาพได้
ตอนพ่อตาลงทุนธุรกิจก็ดีครับ คือช่วงน้ำท่วมผมให้นิยามตัวเองว่าเป็นช่วงตั้งไข่ เพราะเราเริ่มทำจากฉายเล่น ๆ กลายเป็นฉายออกงานเพราะว่าเพื่อนช่วยเหลือเรา แต่พอช่วงพ่อตาช่วยสนับสนุนเรื่องการเงินมาผมเรียกว่าช่วงคลานกำลังจะเดินครับ ก็เริ่มมีงานนอกติดต่อเข้ามาเราน่าจะไปได้ แต่ผมก็หลงทางไปผิดที่ แทนที่เราจะโฟกัสเรื่องฉายหนังให้คนดูผมกลับไปหลงเรื่องเครื่องเสียง กลายเป็นว่าเวลาไปฉายหนังที่ไหนก็จ้องจะเปิดให้ดังให้มันสะใจเพราะเรามีความคิดที่ผิด ๆ ว่าฉายหนังกลางแปลงมันต้องดัง ไม่ใช่มีชื่อเสียงโด่งดังนะครับ หมายถึงต้องเปิดเครื่องเสียงดัง ซึ่งมันไปผิดเส้นทางเลยแต่ว่าเส้นทางที่ผมไปสิ่งที่ได้ตอบแทนกลับมาคนรู้จักหน่วยผมมากขึ้น ๆ เลย แต่ในขณะเดียวกันรายรับแทนที่ลงทุนจะมีรายรับมาเลี้ยงครอบครัวกลับกลายเป็นติดลบ แทนที่เราจะรักษาแล้วเอามาต่อยอดมีรายได้กลับกลายเป็นขายและเปลี่ยนเครื่องเสียงเพราะไม่แรง จนผมถามตัวเองว่าผมทำหนังเพราะรักหนังหรือทำเพราะหลงเครื่องเสียง เป็นช่วงท้อเลยครับ ถามตัวเองเราจะทำไปเพื่ออะไรรับงานและเงินไม่พอจ่ายเพราะเป็นหนี้เครื่องเสียงชุดใหม่ แล้วเมื่อไหร่เราจะฟื้นตัว เพราะเหลือเงินก้อนสุดท้ายของบ้าน ก็ได้แรงบันดาลใจจากแฟนผมแหละ เขาถามผม…พ่อต้องตัดสินใจนะว่าพ่อจะทำหนังเพราะอะไร พ่อรักหนังหรือรักเครื่องเสียง เราจะเป็นอยู่อย่างนี้ไม่ได้ ก็เลยเปลี่ยนจากหนังกลางแปลงที่เปิดเสียงดัง ๆ ให้ชาวบ้านด่ามาทำเป็นฉายหนังจอใหญ่ 10-12 เมตร ซึ่งแต่ก่อนฉายจอ 6-7 เมตรแค่นั้นเพราะจะลงเครื่องเสียงเยอะ ๆ แล้ว จากที่เคยเปิดเสียงดัง ๆ ก็เอาพอประมาณให้คนฟังและอยากให้คนดูหนัง เนี่ยคือจุดเปลี่ยนของผมเลยครับ พอผมมาทำตรงนี้ก็ได้กลุ่มลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งมาแทนกลุ่มที่จ้างเราเพราะเปิดเครื่องเสียง โดยกลุ่มนี้จะเป็นคนดูหนังจริง ๆ เขาจ้างงานเราไปประดับเกียรติไปสมโภชงานเพราะจอหนังใหญ่ ทีนี้พอมันกำลังจะไปได้ดี ไปได้สวยก็มามีปัญหาอีกครับ เพราะเป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายจากระบบฟิล์มมาเป็นระบบไฟล์ดิจิทัล ตอนนั้นเป็นปัญหามากเลย งานเราก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง อยู่ ๆ กลายเป็นว่าระบบฟิล์มไม่มีแล้วเรื่องสุดท้ายที่เขาพิมพ์ฟิล์มเรื่อง “รวมพลคนลูกทุ่งเงินล้าน” เป็นหนังฟิล์มเรื่องสุดท้ายที่บริษัท เอ็ม พิคเจอร์สทำฟิล์ม ตอนนั้นผมเคว้งเลย กูจะไปยังไงวะเนี่ย แล้วพอไม่มีฟิล์มเครื่องฉายฟิล์มที่เรามีก็มาฉายแบบไฟล์ไม่ได้ กลายเป็นต้องมาลงทุนใหม่เป็นเครื่องโปรเจคเตอร์ ตอนนั้นยังไม่มีใครมีความรู้ด้านนี้เลยนะครับ อย่าว่า Blu-Rayเลยตอนนั้นแพงมากมันเข้าไม่ถึงกัน ทำให้บางหน่วยนี่เลิกเลยเพราะเขารับไม่ได้ บางหน่วยก็ฉายหนังฟิล์มเท่าที่มี เขาก็จะฉายจนกว่าไม่มีฟิล์มให้เขาฉาย ทว่าผมมองต่างออกไป ผมมองว่ามันเป็นอาชีพของผมแล้ว ผมไม่ได้ทำเพราะรักสนุกอย่างเดียว มันเป็นอาชีพที่ผมต้องเลี้ยงครอบครัวให้รอด ผมก็พยายามแสวงหาว่าเราจะทำยังไง เผอิญผมอาจจะโชคดีเพราะเพื่อนผมทำงานอยู่ เอสเอฟ ซีเนม่า เขาทำงานเป็นหัวหน้าห้องฉายหนังของโรงหนังเอสเอฟ เขาจะมีความรู้เกี่ยวกับฉายหนังกลางแปลงจากช่วงฟิล์มมาเป็นไฟล์เขาจะคอยให้ข้อมูลกับผมมาตลอดและพอมีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์เ ขาเลยแนะนำให้รู้จักกับเจ้าของหนัง และนั่นเป็นครั้งแรกที่เรามีโอกาสซื้อหนังกับเจ้าของโดยตรงในระบบไฟล์ครับ พอซื้อมาแล้วเรามีสิทธิ์ฉายเมื่อไหร่ก็ได้เพราะเป็นหนังของเรา โดยหนังเรื่องแรกที่ผมซื้อถ้าจำไม่ผิดเรื่อง “สยามยุทธ” เป็นผลงานของครูธนาวุทธ เกศโหล แล้วตั้งแต่นั้นมาเราก็พยายามที่จะติดต่อหาหนัง ซึ่งมันยากลำบากมาก เพราะเราเป็นแค่หน่วยหนังกลางแปลงธรรมดา ซึ่งในระบบอุตสาหกรรมภาพยนตร์เขาไม่รู้จักเลย เขารู้ว่ามีหนังกลางแปลงแต่เขาไม่เคยรู้ว่าหนังกลางแปลงยังมีอยู่เหรอ ไม่มีใครรู้เลย สมัยตอนที่เป็นฟิล์มพอเวลาหนังเขาจ่ายฟิล์มมาให้กับสายหนังต่าง ๆ หนังที่มันออกจากโรงแล้วเนี่ย เขาก็คิดว่ามันหมดขบวนการไปแล้วแต่ความเป็นจริงฟิล์มเหล่านั้น บริษัทหนังที่เป็นสายหนังเขาจะเรียกว่า กากหนัง เขาก็ยังเอากากหนังมาให้หน่วยกลางแปลงได้เช่าได้ฉาย คือมันยังมีกลุ่มของพวกผมอยู่อีก แต่เจ้าของหนังเองไม่มีโอกาสรู้เลยว่ามีเส้นธุรกิจตรงนี้ ทีเนี่ยทำให้ผมได้มีโอกาสติดต่อกับทางบริษัท เอ็ม พิคเจอร์สตอนนั้นยังใช้เอ็ม พิคเจอร์สอยู่ โดยเขาเมลมาที่เพื่อนผมแล้วเพื่อนผมเลยชวนไปคุยกับบริษัทเอ็ม พิคเจอร์ส ที่อยู่เมเจอร์ รัชโยธินชั้น 13 ตอนนั้นถึงได้รวมตัวกันทำลิขสิทธิ์หนังกลางแปลงจริง ๆ จัง ๆ ที่เราติดต่อกับบริษัทเพื่อเอามาฉายเพราะเราก็อยากมีหนังที่ฉายถูกต้องตามกฎหมาย แรก ๆ ในกลุ่มผมมีแค่ประมาณ 10 กว่าจอ จนทุกวันนี้ผมทำในเรื่องลิขสิทธิ์หนังกลางแปลงมา 9 ปีเต็ม ๆ ตอนนี้มีสมาชิกอยู่ 400 กว่าจอเฉพาะในเขตที่ผมดูแลนะครับ แล้วถ้ารวมไปจนถึงทั่วประเทศจะมีเอเย่นต์ที่เขาซื้อหนังจากผมต่อไปก็จะมีเป็นหลักพันหน่วยครับ

ท้ายนี้ผมอยากฝาก 2 เรื่องครับ เรื่องแรกคือ อยากจะให้คนรุ่นใหม่ ๆ ได้เปิดใจลองดูมหรสพตรงนี้ คำว่าหนังกลางแปลงมันใช่ล้าสมัย มันไม่ใช่โบราณนะครับ จริง ๆ แล้วมันก็ยังให้ความสุขเราได้ ปรับเปลี่ยนรูปแบบกันหน่อยก็ยังฉายในงานที่ทันสมัยได้ อย่างหลัง ๆ มาก็มีงานไปฉายตามมหาวิทยาลัย ตามบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ก็เยอะขึ้น ก็อยากให้คนรุ่นใหม่เปิดใจดูว่าหนังกลางแปลงมันปรับเปลี่ยนให้เข้ากับรูปแบบงานได้ดีขึ้นกว่าสมัยก่อนเยอะเลย ก็อยากจะฝากตรงนี้ และฝากถึงทุกคนมีงานก็ช่วยสนับสนุนหนังกลางแปลงที่ท่านชื่นชอบ ไม่จำเป็นต้องเป็นจอผมหรอกครับ จอไหนก็ได้ในเขตใกล้ ๆ ที่ท่านอยู่อาศัย เพราะว่าจะได้ค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงมาก โดยทั่วประเทศมีหนังกลางแปลงเป็นพันหน่วยจะติดต่อที่ผมโดยตรงก็ได้ที่ 080-423-0007 ที่ว่าติดต่อผมไม่ใช่ผมจะไปฉายเอง แต่ผมมีเครือข่ายอยู่ทั่วเลยจะประสานเขาว่ามีงานตรงนี้ ๆ แล้วก็คัดหน่วยที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงและมีคุณภาพตามที่เจ้าภาพต้องการไปรับงานตรงนั้นได้เลยครับ เหมือนผมเป็นคนประสานให้ครับ ก็ขอฝากไว้ด้วยครับ”
![Asia Morning News [เอเชียมอร์นิ่งนิวส์]](https://www.asiamorningnews.net/wp-content/uploads/2026/02/cropped-logo_x90.jpg)