“เทอม 4”

        มาแล้วหนังผีมหาลัยภาคต่อของปีนี้ “เทอม 4” ของสหมงคล ฟิล์ม เป็นหนังผี 4 ตอนของ 4 ผู้กำกับ ที่บอกเล่าถึงความอาถรรพ์ของสถานที่เฮี้ยนที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งก็ถูกคัดเลือกมา 4 สถานที่ 4 เรื่อง เริ่มที่เรื่อง “สะพานขาว” นำโดย “เก้า จิรายุ” กับ “วี วิโอเลต” ถือเป็นนักร้องนักแสดงที่เก่งกาจ แต่พอทั้งคู่เล่นหนังด้วยกัน “ส่วนตัว” กลับรู้สึกไม่ค่อยอินกับบทบาทที่แสดง เท่าที่ควร ไม่รู้เพราะติดภาพที่ทั้งคู่มักให้สัมภาษณ์คู่กันแล้วดูสนุกสนาน มีความสุข แต่พอมาสวมบทคู่รักที่เลิกกันเลยทำให้รู้สึกไม่ค่อยเชื่อ แถมภาพความรักก็มีเยอะจนเหมือนทั้งคู่ไม่เลิกกันเลย  ในส่วนของผีมานอนเต็มไปหมด แต่ถ้านอนเฉย ๆ มันก็โอเค แต่เมื่อมีการขยับกลับรู้สึกเหมือน “ซอมบี้”  มาที่เรื่อง “เรือนนางสนม” ขอเตือนเลยว่าตอนนี้มีแสงไฟกระพริบระดับ “รุนแรงมาก” เพราะตัวหนังอยู่ในความมืดเกือบทั้งตอนและใช้แสงไฟแฟลช บวกกับ “ซาวนด์ดนตรี” ที่ค่อนข้างหน่วงอารมณ์ ออกไปทางจิต ๆ หน่อย ส่วนความน่ากลัวมีความเฮี้ยนของเรือนนางสนม และ ความจิตของคาแร็กเตอร์ ซึ่ง “โจริญ” แสดงออกมาได้ดี ต่อที่ “คืนดีเดย์” คือหนังผีที่มีมุกตลกมากที่สุด จากทั้ง 4 ตอน เหมือนเป็นตอนที่พาเรา “ผ่อนคลาย” จากความตึงเครียดจากเรือนนางสนม ทำให้ตัวหนังที่ว่าด้วยการรับน้องและก็มีหนึ่งนักศึกษาที่ไม่สามารถเข้าร่วมบูมได้ เพราะเขายังติดและฝังใจกับการตายของเพื่อนสนิท แต่เมื่อผีรุ่นพี่ที่ตายจากอุบัติเหตุตามมา “บูม” ให้เขาจริง ๆ แต่สุดท้ายเหตุการณ์กลับพลิกผันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ในหนังจะมีหนุ่มนักศึกษาใต้คอยยิงมุก เรียกเสียงฮา ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ขณะที่ความน่ากลัว ความหลอน ก็อยู่ในระดับกลาง ๆ ไม่ได้ทำให้รู้สึกกดดัน และตอนสุดท้าย “ห้องสีชมพู” จะได้กลิ่นอาย “ภาคเหนือ” ตั้งแต่สัมผัสแรกหนังแฝงความเชื่อ ทางวัฒนธรรมบางอย่างไว้ โดยเฉพาะ “การบูชาผี” ทำให้ห้องสีชมพูคือเรื่องเล่าเหตุฆาตกรรมในหอพักหญิงของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคเหนือพร้อมการทำพิธีสะกดวิญญญาณไว้ในห้อง แต่เรื่องนี้มีความแตกต่างจากเรื่องเล่าและถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างน่ากลัว และสยดสยองดี ให้สรุปแบบชัด ๆ ทั้ง 4 ตอนถือว่าดูสนุก บางตอนรู้สึกดี บางตอนรู้สึกหลอน น่ากลัว และจิต ๆ ขณะที่บางตอนก็ให้แง่คิดอะไรบางอย่างได้ดี  ติดให้ *** ครึ่ง

“แด่การจากลา… จนกว่าจะพบกันใหม่” (Until We Meet Again)”

เริ่มด้วยเรื่องราวของหญิงสาวที่สื่อสารกับดวงวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับ กับการที่เธอได้เข้ามาวงการอาชีพผู้เตรียมการก้าวผ่านความเศร้า เนื้อเรื่องดูไม่เครียด สบาย ๆ ภาพสวย และยังได้เห็นมุมมองของอาชีพที่ไม่เคยรู้จักในประเทศญี่ปุ่น พร้อมกับยังมีปมในครอบครัวที่ค่อยคลายปมต่าง ๆ แม้จะไม่ได้หักมุมมากนัก แต่แสดงความผูกพันของคนในครอบครัวของผู้ล่วงลับกับการจะก้าวข้ามความเสียใจในแต่ละครั้งของการสูญเสีย พร้อมเบื้องหลังเรื่องราวของการมาทำอาชีพนี้ของพระเอกที่ตั้งใจทำงานกับอาชีพนี้อย่างหนัก  ในส่วนของการถ่ายทอดทางอารมณ์บทบาทของแต่ละตัวละคร แสดงออกมาได้ดีเยี่ยมตั้งแต่ นักแสดงรุ่นเล็กไปจนถึงรุ่นใหญ่ ทำให้เข้าใจถึงหัวอกแต่ละตัวละครเป็นอย่างมาก แต่ด้วยตัวพระเอกจะมีความอบอุ่นสุขุม เนี้ยบ ลุคสะอาดตาด้วย สำหรับพล็อตเรื่องถือว่าดำเนินได้ไวไม่ยืดเยื้อเลย แต่เรื่องที่เคลมว่าเป็นหนังโรแมนซ์ ดรามาจะออกแนวหนักไปทางดรามาซะมากกว่า ทว่าเป็นหนังดีเรื่องหนึ่งที่ตีแผ่อีกอาชีพที่ไม่เคยรู้จักแต่ได้มอบความอบอุ่นหัวใจให้กับผู้ที่จากไปและครอบครัวที่ต้องสูญเสียคนที่รักตลอดกาล ติดให้ ****

“The Legend Hunters – โมจิน โคตรคนล่าสุสาน”

        เป็นหนังจีนสไตล์ผจญภัย กำกับโดย “ไซมอน เวสต์” ที่มีผลงานหนังเรื่อง Con Air หรือ Lara Croft : Tomb Raider  สำหรับ “โมจิน” ในภาคนี้บอกเล่าเรื่องราว 3 เพื่อนซี้ ที่วางมือในการขุดสุสานแล้ว แต่ก็มีข้อเสนอว่างานนี้ไม่จำเป็นต้องขโมย เพียงให้ถ่ายรูปเก็บมาเท่านั้น ฉะนั้น “กลุ่มโมจิน” จึงยอมรับงาน ระหว่างที่ตะลุยสุสานจักรพรรดิเพื่อถ่ายรูป “หน้ากาก” อาถรรพ์ พร้อมฝ่ากับดักที่อันตราย กลุ่มโมจินต้องใช้ความรู้เรื่องฮวงจุ้ยและดวงดาวเพื่อฝ่าเข้าไปจนถึงหน้ากาก แต่มีเหตุไม่ตั้งใจทำให้หูปาอี อดีตผู้นำกลุ่มโมจิน(พระเอก) ดันไปสัมผัส “คำสาป” และสุดท้ายกลุ่มที่ว่าจ้างก็ขโมยหน้ากากออกไป ขณะที่กลุ่มโมจินทั้ง หวัง ข่ายเสวียน และ เชอร์ลีย์ หยาง คนรักของหู ปาอีก็ต้องพยายามหนีเอาตัวรอด เรื่องของความสนุกของโมจินมีความแตกต่างจากภาคก่อน ๆ ส่วนหนึ่งมองว่ามาจาก “ตัวผู้กำกับ” ที่เป็นฝรั่งจึงตีความ “คำสาป” ใหม่ ในเชิงวิทยาศาสตร์ว่า “คำสาป” ก็คือ “เชื้อโรคร้าย” ที่จักรพรรดิต้องการผนึกไว้ไม่ให้หลุดไปภายนอก ด้วยเนื้อหาเป็นการผจญภัยในสุสาน ทำให้ต้องใช้ฉาก “CGI” ซึ่งเป็นจุดเด่นทั้งเรื่องแล้วผสมกับฉากแอ็กชันที่มีอยู่เรื่อย ๆ แต่ฉาก CGI ที่ใช้เยอะบางฉากรู้สึกมันลอย ๆ ไม่ค่อยสมจริงเท่าที่ควร แต่เนื้อเรื่องที่ทำออกมามันก็ยังดูสนุก ทว่าไม่ถึงกับ “มันส์” มาก ในส่วนนักแสดงทุกคนเล่นได้ดี โดยเฉพาะ “นักแสดงเด็ก” เล่นได้น่ารักมาก จากเด็กชายกลายเป็นเด็กสาวสดใสมีเสน่ห์  ติดให้ ***

“สาปเมือง”

เป็นแนวสยองขวัญ ตลก และ โรแมนติก ที่นำแสดงโดย น้ำตาล-พิจักขณา วงศารัตนศิลป์, ตี๋-บุญเกียรติ วงค์ษาแจ่ม และนักแสดงสมทบอีกหลายคน โดยเป็นหนังที่อู้คำเมือง หรือ ภาษาเหนือทั้งเรื่อง และก็ไม่แปลกที่ต้องให้ “น้ำตาล พิจักขณา” มาเป็นนักแสดงนำ เพราะเธอคือ สาวแพร่ สามารถอู้คำเมืองได้ชัดถ้อยชัดคำ และเคยเล่นหนังที่ต้องอู้คำเมืองมาแล้ว อย่างเรื่อง “ส้มป่อย” (2564) ซึ่งก็มีผู้กำกับคนเดียวกับ “สาปเมือง” คือ “ค็อป” อนวรรษ พรมแจ้ ซึ่งถือเป็นผู้กำกับสายล้านนา  แต่ทว่าปัญหาของหนังเรื่องนี้ไม่ใช่ภาษา ไม่ใช่เรื่องราวและเสน่ห์ในแบบล้านนา แต่กลับเป็นเนื้อหา และวิธีการเล่าเรื่อง ซึ่งมีความคล้ายกับเรื่อง “อนงค์”  จะเรียกว่า “สาปเมือง” คือหนังสไตล์เรื่อง “อนงค์” ในเวอร์ชัน “ล้านนา” ก็ว่าได้ ด้วยอนงค์เป็นผี ฟางคำ ก็เป็นผี, อนงค์ มีเนื้อคู่คือ จี๋ สุทธิรักษ์ “ฟางคำ” ตามหาเนื้อคู่ ก็คือ ไซ (รับบทโดย ตี๋) โดยมีแบ็กกราวด์ของความรัก ระหว่างคนกับผี และความโรแมนติกของวัฒนธรรม คล้ายกับงานจิตรกรรมภาพวาด คู่รัก “ปู่ม่านย่าม่าน” ที่ จ.น่าน  ส่วนของมุกตลกที่สอดแทรกมาบางทีมันก็ฮา บางเวลามันก็ฝืนๆ เช่น ฉากที่คนในชุมชนตั้งกลุ่มเมาท์มอยกัน หรือบางมุกตลกก็ดูเชย ๆ เราเคยเห็นมาแล้ว มันเลยดูไม่ตลก ขณะที่ “นักแสดง” ส่วนใหญ่ไม่ค่อยคุ้นหน้าเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งอาจมาจากความจำเป็นที่ต้อง “อู้คำเมือง”

หากคนที่ชอบหนังเรื่อง “อนงค์” ก็ลองไม่ควรพลาดเรื่อง สาปเมือง เพราะสไตล์เดียวกัน คือ หนังสยองขวัญปนตลก และในช่วงท้ายเรื่องก็มีฉากซึ้ง ๆ ให้อิ่มเอมกัน ถึงแม้การลำดับเรื่องราวอาจจะรู้สึก “แปลก ๆ” บ้าง ติดให้ ** ครึ่ง

“IN THE GREY เหลี่ยมจารชนคนเหนือเทา”

        สรุปก่อนว่าเป็นหนังที่ดูสนุก หนังไปตามที่โปสเตอร์โปรโมตพระเอก 2 อย่าง เฮนรี คาวิลล์ และ เจอ จิลเลนฮาน โดยทั้งสองคนเคยร่วมงานกับผู้กำกับ “กาย ริตชี” มาแล้ว แต่ครั้งนี้พวกเขาถูกจับมาเป็นคู่หูขาลุยในนามบริษัทรับทวงหนี้มาเฟียที่คืนเงินยาก ทั้งคาร์วิลล์และเจดทั้งสองเล่นบู๊เท่ ๆ ผสมการใช้มันสมองเข้าไปทำให้ดูสนุกในทุกการวางแผน ใครที่เชียร์คาร์วิลล์เป็นเจมส์ บอนด์เรื่องนี้ก็เหมือนเขาได้บู๊แต่แต่งตัวสบาย ๆ สำหรับนักแสดงนำทั้งสองเล่นได้เข้าขากันดี สนุกสนาน ยิงกันตู้มต้ามและมีการวางแผนการหนีเป็นลำดับ บทโอเคใช้ได้เลย อีกทั้งนักแสดงตัวเอกทั้งสองเล่นกันดีร่วมแรงร่วมใจปราบมาเฟียดี เรื่องราวไม่ต้องเดามาก เป็นหนังบู๊ไม่ได้ลึกลับซับซ้อนอะไรมากแค่ต้องใช้สมองวางแผนให้แยบยล โดยมีฉากการซักซ้อมแผน การใช้เส้นทางและกำหนดเวลาให้เป๊ะ ๆ ทว่าก็ได้ลุ้นตลอดดี เอกเฟกต์แน่นดี สีหนังดูดิบ ๆ หน่อย จริง ๆ สามารถสร้างภาคต่อได้สบาย ๆ เพราะการทวงหนี้มันใช้กับกลุ่มอิทธิพลสีเทาซึ่งก็มีเยอะมาก เพราะทุกประเทศต้องมีกลุ่มอิทธิพลที่ทำผิดกฎหมายอยู่ทั่ว ฉะนั้นถ้าทำภาคต่อก็แค่ต้องเน้นการวางแผนแบบเรื่องนี้ให้ดูสนุกเท่านั้นเอง จึงสามารถแก้บทไปได้เรื่อย ๆ เลย ที่เคย ๆ ดูเอะอะพระเอกวางแผนแผนเดียว แล้วก็ทำตามแผนหรือมีถ้าพลิกล็อกตรงแผนไม่สำเร็จหรือมีอะไรสลับซับซ้อน อย่างเรื่องนี้ฉีกตรงที่คนเราวางแผนทำอะไรทั้งทีมันต้องมีหลาย ๆ แผน รวมถึงทางหนีที่ไล่ต้องเตรียมไว้สองทางหรือสามทาง หากแผนนี้ไม่สำเร็จจะไปแผนโน้นแผนนี้ต่อ อีกทั้งเรื่องราวลำดับตัดต่อไวดีไม่น่าเบื่อเลย ในการซ้อมวางแผนแต่ละแผนเพื่อจะใช้หลบหนีและทำให้ดูสมจริงสมจังว่า การวางแผนมันต้องมีการซักซ้อม ไม่ใช่เฮ้ย วางแผนแล้วแผนเดียวเผชิญเหตุแผนเดียวแล้วค่อยหาทางหนีทีไล่ แต่ในเรื่องมีการวางแผนหนึ่ง แผนสอง แผนสาม แผนสี่ แล้วสรุป เออไอ้แผนแต่ละแผนที่มันวางไว้ได้ใช้หมด เพราะมีการหักมุมไปหักมุมมา จนสรุปที่พวกพระเอกเตรียมไว้ทุกแผนได้ใช้ทุกแผนนั่นแหละแต่ใช้ในเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ ดูสนุกมาก อยากให้มีภาค 2 จริง ๆ นะ หนำซ้ำพระเอกทั้งสองคนเล่นดีด้วย คราวหน้าถ้าสร้างอีกแผนคงดูลึกลับซับซ้อนกว่านี้ ซึ่งเป็นหนังที่ดูเพลิน ดูสนุก ถ้าอยากดูหนังเอาเพลินสนุกพระเอกหล่อก็คู่นี้แหละ เขาจับคู่กันมาดี ติดให้ **** ครึ่ง

“MORTAL KOBAT II”

ขอชม WARNER BROS. ที่เลือกจัดรอบสื่อในโรงหนัง screen x ทำให้เห็นฉากแต่ละฉากกว้างขึ้นและมาอยู่ข้างตัวขณะดู ยิ่งฉากต่อสู้แต่ละครั้งนึกว่านั่งดูติดขอบเวทีจริง ๆ คราวนี้ขอพูดถึง คาร์ล เออร์บัน ก่อน เพราะส่วนตัวชื่นชอบการแสดงของเขามานานแล้ว เรื่องนี้เขาไปฟิตหุ่นมาดูหล่อ ดูสูง เพื่อสมกับบทนักแสดงบู๊แอ็กชันตกอับ เนื้อเรื่องเป็นการดึงบรรดานักสู้จากโลกอนาคตไปต่อสู้ แต่กติกามันโหด คือทุกคนตายจริง ถือเป็นจุดขายของหนังเลย ซึ่งบทต่อสู้โหดมาก บางฉากไม่กล้าดูเหมาะสายโหดเห็นกันเต็มตา ซึ่งจริง ๆ  MORTAL KOBAT ก็แนวโหดแบบนี้แหละ ภาคนี้เลือกนักแสดงแต่ละคนมารับบทได้เหมาะกันทุกคน แม้เนื้อเรื่องจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่(หัวเราะ) ว่าทำไมต้องต่อสู้ด้วยเนี่ย แต่ก็ย้ำว่าเพื่อจะกู้โลก เป็นเวทีกู้โลก โดยภาคนี้สนุกกว่าที่เคยดูภาคอื่นมา แต่ถามว่า MORTAL KOBAT II ภาคนี้จะได้ตังค์ค่าตั๋วคนตีเข้าไปดูไหม?  ถ้าคนที่ชอบบทบู๊ภาคนี้ก็โอเคอยู่  ดีไซน์เสื้อผ้า หน้าผมและท่าทางการต่อสู้หรือจังหวะสโลว์ที่ต้องการเน้นให้เห็นฉากนั้นชัด ๆ ก็ทำจังหวะออกมาดีมากดูเท่เจ็บจริง ยิ่งเสียงต่อสู้รู้สึกถึงความเจ็บของคนที่โดนเลย ขอยกนิ้วให้บทบู๊ทำออกมาถึงใจมากสะใจมาก แล้วยิ่งคนที่เคยเล่นเกมนี้น่าจะอินและก็อินกับหนังมากเข้าใจธีมของหนังในการดำเนินเรื่อง ส่วนเรื่องราวทำออกมากระชับให้เข้าใจว่ามีองค์กรมาตามเอา Johnny Cage จอห์นนี่ เคจ (รับบทโดย คาร์ล เออร์บัน) ส่วนตัวคิดว่าหนังฉีกแนวตรงไปวาร์ปตัวจอห์นนี่ เคจที่เป็นแค่นักแสดงบู๊ที่ใช้สแตนอินช่วยไม่ได้เก่งกาจหรือมีพลังวิชาเรียกไฟแบบนักสู้คนอื่นอาศัยลูกบ้าและฮึดสู้ทำให้ชนะแบบฟลุ๊ค ๆ ต้องใช้คำนี้ แล้วเป็นที่เข้าใจหนังฝรั่งต้องมีมุกตลกมาแทรก เรื่องนี้ก็ตบมุกตลกได้จังหวะในแต่ละฉากไม่มีขำฝืดช่วยผ่อนคลายจากฉากโหดจัดได้บ้าง ถือเป็นหนังบู๊ดูสนุกดีไซน์ฉากออกมาดี แถมเอฟเฟกต์ตระการตา ติดให้ ****

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *