ความน่าสนใจสู่บทสรุปสุดท้ายของซีรีส์ “The Boys” ซึ่งสตรีมภาพคมชัดที่ Prime Video ที่เดียว มีจำนวนตอน 8 ตอน สตรีมแล้ววันนี้

1.     Eric Kripke ผู้สร้างซีรีส์ มองว่า The Boys ไม่ใช่เรื่องของ “ซูเปอร์ฮีโร่” เพียงอย่างเดียว แต่คือเรื่องของอำนาจ ทุนนิยม ชื่อเสียง และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับ “คนธรรมดา”

2.     ทีมผู้สร้างตั้งใจให้ Homelander ไม่ใช่เพียงวายร้ายที่โหดร้าย แต่เป็นตัวละครที่เต็มไปด้วยความเปราะบาง ความโดดเดี่ยว ความต้องการการยอมรับ จนบางครั้งผู้ชมก็เผลอรู้สึกเห็นใจเขา

3.     Karl Urban และ Antony Starr รู้จักกันมานานกว่า 20 ปี ก่อนจะมาเล่นเป็นคู่ปรับใน The Boys ซึ่งทั้งคู่มองว่าความคุ้นเคยนอกจอช่วยเพิ่มมิติให้ความสัมพันธ์ระหว่าง Butcher และ Homelander มากขึ้น

4.     Jack Quaid เผยว่า เขากดดันไม่น้อยหลังรู้ว่า Hughie ในเวอร์ชันคอมมิคถูกออกแบบอ้างอิงหน้าตาของ Simon Pegg ซึ่งเป็นนักแสดงที่เขาชื่นชมมาตลอด และสุดท้าย Simon Pegg ก็ได้มารับบทเป็นพ่อของ Hughie ในซีรีส์  กลายเป็นความเชื่อมโยงที่แฟนคอมมิคและแฟนซีรีส์ประทับใจ

5.     Erin Moriarty ผู้รับบท Starlight คือนักแสดงคนแรกที่ถูกแคสต์ใน The Boys และเธอต้องรอนานถึง 6 เดือนเพื่อดูว่าใครจะได้เล่นเป็นสมาชิกคนอื่น ๆ ของทีม

6.     Eric Kripke มองว่า Mother’s Milk คือศูนย์กลางทางอารมณ์ของทีม The Boys และเป็นคนที่ช่วยยึดทุกคนเอาไว้ ในขณะที่ Billy Butcher เต็มไปด้วยความโกรธและความสุดโต่ง

7.     Tomer Capone ผู้รับบท Frenchie เป็นนักแสดงคนสุดท้ายที่ถูกแคสต์เข้าทีม The Boys เพราะทีมงานมองว่า Frenchie เป็นตัวละครที่หาคนเล่นได้ยากมาก เนื่องจากต้องทั้งประหลาด มีเสน่ห์ ตลก และน่าเศร้าในเวลาเดียวกัน

8.     โดย Tomer Capone มองว่า ถ้า Frenchie ไม่ได้พบ Kimiko เขาอาจกลายเป็นคนที่ “หลงทางและอันตรายยิ่งกว่า Butcher” เพราะ Kimiko คือคนที่ทำให้เขาเริ่มมองเห็นด้านที่ดีที่สุดของตัวเอง ความสัมพันธ์ระหว่าง Frenchie และ Kimiko เกิดจากทั้งคู่ต่างบอบช้ำจึงเยียวยากัน

9.     Karen Fukuhara ผู้รับบท Kimiko ต้องออดิชันโดยไม่มีบทพูดแค่ใช้สายตา การเคลื่อนไหว และสีหน้าในการสื่อสารอารมณ์ ซึ่งเธอยังมองว่า จุดสำคัญของ Kimiko คือต่อให้ผ่านเรื่องเลวร้ายมามากแค่ไหน เธอก็ยัง “พยายามเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง” อยู่เสมอ

10.  Eric Kripke มองว่า Chace Crawford คือคนที่เหมาะกับบท The Deep มากที่สุด เพราะการจะเล่นเป็นตัวละครที่ทั้งซื่อบื้อ หลงตัวเอง และไม่ทันโลก ให้ออกมาตลกและน่าเชื่อนักแสดงคนนั้นต้องเป็นคนฉลาดและเข้าใจจังหวะคอมเมดี้อย่างมาก

11.  เส้นเรื่องของ A-Train ถูกออกแบบให้สะท้อนด้านมืดของวงการกีฬาอาชีพ ทั้งเรื่องชื่อเสียง สารกระตุ้น ความกดดัน และระบบธุรกิจที่ทำลายตัวตนของคนดัง โดย Eric Kripke มองว่า Jessie T. Usher ผู้รับบท A-Train ถ่ายทอดทั้ง “ความมั่นใจแบบซูเปอร์สตาร์” และ “ความเปราะบางของมนุษย์คนหนึ่ง” ได้พร้อมกันในตัวละครเดียว

12.  Colby Minifie ผู้รับบท Ashley ถูกวางเป็นเพียงนักแสดงรับเชิญในช่วงแรกของซีรีส์ แต่หลังจากทีมงานเห็นพลังการแสดงของเธอ จึงตัดสินใจขยายจนกลายเป็นหนึ่งในตัวละครหลักของเรื่อง และเธอยังเสนอไอเดียว่า Ashley ควรดึงผมตัวเองจนหัวล้าน เพราะเครียดจากการทำงานใน Vought ก่อนที่ไอเดียนั้นจะกลายเป็นหนึ่งในภาพจำของตัวละคร

13.  Nathan Mitchell ผู้รับบท Black Noir ได้รับคำชมจากทีมผู้สร้างเป็นอย่างมาก เพราะแม้ตัวละครจะสวมหน้ากากและแทบไม่มีบทพูด แต่เขากลับใส่รายละเอียดการแสดงลงไปในทุกการเคลื่อนไหว จนทีมเขียนบทตัดสินใจขยายเส้นเรื่องของตัวละครนี้

14.  Cameron Crovetti ผู้รับบท Ryan เริ่มเล่น The Boys ตั้งแต่อายุเพียง 11 ปี ตอนนี้เขาอายุ 18 ปีแล้ว โดยเขาบอกว่าถ้าไม่ได้เล่นเรื่องนี้ ตัวเองคงเป็นแฟนพันธุ์แท้ The Boys แบบสุด ๆ แน่นอน ทั้งนี้เขารู้สึกเหมือนโตมากับซีรีส์เรื่องนี้จริง ๆ เพราะเริ่มเล่นตั้งแต่เด็ก และตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งนักแสดงและทีมงานก็กลายเป็นเหมือนครอบครัว โดยตัวละคร Ryan คือเด็กที่แบกรับทั้ง “ความโกรธแบบ Butcher” และ “ความโดดเดี่ยวแบบ Homelander” เอาไว้พร้อมกัน

15.  ทีมออกแบบเครื่องแต่งกายของซีรีส์ ให้ความสำคัญกับการสร้างบุคลิกผ่านชุดฮีโร่ โดยแต่ละชุดจะสะท้อนทั้งภาพลักษณ์ อำนาจ และจิตวิทยาของตัวละคร ไม่ใช่เพียงการออกแบบให้ดูเท่เท่านั้น การออกแบบชุดจะเริ่มจากคำถามว่า “ตัวละครนี้อยากให้โลกมองเขายังไง” โดยทีมงานซ่อนรายละเอียดและแรงบันดาลใจเล็ก ๆ แบบ “Easter Eggs” เอาไว้ในชุดของตัวละครหลายตัว

16.  ทีมผู้สร้างเผยว่า หลายครั้งระหว่างเขียนบท พวกเขากลับรู้สึกว่า “โลกความจริงกำลังบ้าคลั่งยิ่งกว่าในซีรีส์” จนการเขียนเรื่องเสียดสีสังคมให้เหนือความจริงกลายเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน แทบดูไม่ต่างจากโลกสุดโต่งใน The Boys

17.  ทีมเขียนบทของ The Boys ยืนยันว่า ความรุนแรงในซีรีส์ไม่เคยมีไว้เพื่อช็อกคนดูเฉย ๆ แต่ทุกฉากจะส่งผลต่อสภาพจิตใจและพัฒนาการของตัวละครเสมอ

18.  หนึ่งในฉากที่ทีมสตันต์ภูมิใจที่สุดคือ “ศึกสุดท้ายของซีรีส์” ซึ่งพวกเขายืนยันว่าเป็นฉากที่แฟน ๆ ห้ามพลาดเด็ดขาด

19.  กองถ่าย The Boys มีธรรมเนียมแกล้งคนที่มีวันเกิดตรงกับวันถ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงหรือทีมงาน โดยทีมงานคนอื่นจะเริ่มร้อง Happy Birthday ในขณะที่กล้องยังถ่ายอยู่ เพื่อทำให้เจ้าของวันเกิดรู้สึกเขินอาย

20.  ทีมงานเผยว่า บรรยากาศในกองถ่ายซีซันสุดท้ายเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ทั้งเสียงหัวเราะและน้ำตา เพราะนักแสดงหลายคนต้องถ่ายซีนสุดท้ายของตัวเอง และทุกครั้งที่มีตัวละครปิดฉาก ทีมงานจะรวมตัวกันปรบมือส่งนักแสดงออกจากกองถ่ายเสมอ

21.  ทีมเขียนบทตั้งใจให้ซีซันสุดท้ายมีธีมหลักเกี่ยวกับ การต่อสู้ระหว่างความหวังและความสิ้นศรัทธา พร้อมตั้งคำถามว่า ในโลกที่ทุกอย่างเลวร้ายลงมนุษย์จะยังเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องได้หรือไม่?

22.  Eric Kripke หวังว่า ในอนาคตซีรีส์ The Boys จะถูกจดจำในฐานะ “ภาพสะท้อนของยุคสมัยหนึ่ง” มากกว่าเพียงซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่สายโหด

        สำหรับ The Boys ซีซัน 5 (ก๊วนหนุ่มซ่าล่าซูเปอร์ฮีโร่ ซีซัน 5)  นำแสดงโดย  Karl Urban, Jack Quaid, Antony Starr, Erin Moriarty, Jessie T. Usher, Laz Alonso, Jensen Ackles, Chace Crawford, Tomer Capone, Karen Fukuhara, Colby Minifie, Susan Heyward, Valorie Curryและ Nathan Mitchell 

โชว์รันเนอร์: Eric Kripke, ผู้อำนวยการสร้าง Eric Kripke, Seth Rogen, Evan Goldberg, James Weaver, Neal H. Moritz, Pavun Shetty, Phil Sgriccia, Michaela Starr, Paul Grellong, David Reed, Judalina Neira, Jessica Chou, Gabriel Garcia, Ori Marmur, Ken F. Levin และ Jason Netter

มอบความสนุกโดย  Amazon MGM Studios และ Sony Pictures Television ร่วมกับ Kripke Enterprises, Original Film และ Point Grey Pictures

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *