ตำรวจไซเบอร์ บุกทลายแก๊งอุ้มบุญข้ามชาติ รับจ้างตั้งท้อง คลอดเด็กทารกส่งนอก ท้องละ 5 แสนบาท กลุ่มต่างชาติตั้งสถานรับเลี้ยงเด็ก ศูนย์บริการแม่บ้าน บริษัททำความสะอาด บังหน้า

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ซึ่งถือเป็นวาระที่สำคัญของรัฐบาล การรับตั้งครรภ์ หรือการอุ้มบุญ เป็นการกระทำที่เข้าองค์ประกอบ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ กล่าวคือ มีการกระทำของนายหน้าผู้เป็นธุระจัดหาหญิงที่มารับจ้างตั้งครรภ์ ด้วยวิธีการจูงใจหญิงด้วยค่าตอบแทนที่สูงกว่าการทำงานอย่างอื่น เพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ และอาจจะเข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้กำชับสั่งการให้ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ดำเนินการป้องกันปราบปรามการกระทำความความผิดทางเทคโนโลยีในทุกรูปแบบ รวมถึงการป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ 

วันที่ 5 ก.พ.64 เวลา 13.00 น. ที่ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) โดย ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข, พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วย ผบ.ตร.และผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว และป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศพดส.ตร.), พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผบช.สอท. และ รอง ผอ.ศพดส.ตร., นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, ผู้แทนกระทรวงพัฒนาความมั่นมนุษย์, ผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ, นายลีโอนาร์ด แมนคูโซ ผู้ช่วยทูตประจำประเทศไทย สำนักงานผู้ช่วยทูตสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา, พล.ต.ต.ชูฉัตร ธารีฉัตร รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์  สุริยฉาย ผบก.สอท.4, พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง ผบก.สอท.1 และโฆษก บช.สอท. และผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงผลการจับกุมขบวนการแก๊งอุ้มบุญข้ามชาติ ดังนี้

ตามที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้รับการประสานงานจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กรณีพบการใช้ช่องทางทางสื่อสังคมออนไลน์ ประกาศเชิญชวนรับสมัครหญิงที่ต้องการหารายได้จากการรับจ้างตั้งครรภ์แทน จึงได้ประสานความร่วมมือกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), กรมกิจการเด็กและเยาวชน, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงสาธารณสุข, สถานทูตประเทศสหรัฐอเมริกา ทีมสหวิชาชีพ

จากสืบสวนเบื้องต้นพบว่า มีเด็กทารก อายุประมาณ 4 เดือน เข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ด้วยภาวะชักเกร็ง และมีเลือดออกในสมอง แพทย์วินิจฉัยว่า เกิดจากการได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง จากการสอบสวนปากคำมารดาของทารกดังกล่าว ได้ความว่า ตนได้รับจ้างตั้งครรภ์แทน โดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ (การอุ้มบุญ) และรอการส่งมอบเด็กให้ผู้ว่าจ้าง โดยจะมีนายหน้าชาวต่างชาติเป็นผู้ว่าจ้างและออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด โดยมารดาผู้รับตั้งครรภ์แทน จะต้องเดินทางไปที่ประเทศกัมพูชา เพื่อไปฝังตัวอ่อนทารก จากนั้นจะเดินทางกลับมายังประเทศไทย จนกระทั่งเมื่อถึงกำหนดคลอดทารก ผู้ว่าจ้างจะสั่งให้มารดาผู้รับตั้งครรภ์เดินทางไปยังประเทศที่สาม เพื่อทำการคลอดทารกยังสถานพยาบาลที่ผู้ว่าจ้าง และทำการส่งมอบทารกในคราวเดียวกัน

เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้มารดาที่รับตั้งครรภ์แทน ไม่สามารถเดินทางออกไปคลอดนอกประเทศได้ จึงจำเป็นที่จะต้องคลอดในสถานพยาบาลในประเทศไทยแทน และทำการส่งมอบทารกให้นายจ้าง จากนั้นนายจ้างชาวต่างชาติจะมอบค่าตอบแทนให้ 500,000 บาท ถือเป็นการเสร็จสิ้นกระบวนการรับจ้างตั้งครรภ์แทน

เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้บูรณาการร่วมกัน รวบรวมพยานหลักฐานตามข้อมูลดังกล่าว และติดตามกลุ่มชาวต่างชาติที่ว่าจ้างหญิงไทยที่รับตั้งครรภ์คนดังกล่าว จนทราบว่า กลุ่มชาวต่างชาติที่เป็นนายหน้าจัดหาเด็กทารกนั้นได้เปิด สถานที่รับเลี้ยงเด็ก ชื่อว่า GS กิ๊ก บริการศูนย์แม่บ้าน ” มีการรับเลี้ยงดูแลเด็กทารกจริง และมีเด็กทารกอยู่ในความดูแล 2 คน ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นทารกที่เกิดจาก “ขบวนการอุ้มบุญ” ลักษณะเดียวกันกับมารดาผู้รับจ้างตั้งครรภ์ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการตรวจพบก่อนหน้านี้จริง

จากนั้นได้ทำการสืบสวนจนทราบว่า มีกลุ่มหญิงไทยที่ได้รับจ้างตั้งครรภ์แทน และเดินออกนอกประเทศ เพื่อฝังตัวอ่อนในลักษณะเดียวกันอีกเป็นจำนวนมาก จึงได้ทำการสืบสวนอย่างต่อเนื่อง รายละเอียดดังต่อไปนี้

1.กลุ่มชาวต่างชาติผู้เป็นนายหน้าว่าจ้างให้หญิงไทยตั้งครรภ์แทน 3 ราย

2.กลุ่มหญิงไทยที่รับจ้างตั้งครรภ์แทนมี 4 ราย

จากการปฏิบัติการเข้าตรวจค้น 9 จุด ในเขตกรุงเทพฯ เมื่อช่วงเช้าของ บก.สอท.4 บช.สอท. มีผลการปฏิบัติดังนี้ 

-สามารถช่วยเหลือเหยื่อเป็นเด็กได้ 2 ราย อายุประมาณ 6 เดือน และอายุประมาณ 8 เดือน,

-ตรวจพบผู้ดูแลเหยื่อเป็นบุคคลสัญชาติฟิลิปปินส์ 2 ราย

-สถานที่ตรวจพบเปิดเป็นบริษัททำความสะอาดบังหน้า โดยใช้ชื่อหญิงชาวจีน

-พบผู้หญิงที่ยอมรับว่าเป็นผู้ที่อุ้มบุญ 3 ราย อยู่ระหว่างการสอบสวน

-ตรวจพบผลแล็บจากสถาบันเอกชน  ยืนยันว่า DNA ของพ่อเด็กเป็นคนสัญชาติจีน

-อยู่ระหว่างการดำเนินการสืบสวนขยายผลของ บช.สอท.

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 มาตรา 24 “ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทน เพื่อประโยชน์ทางการค้า” มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท “มาตรา 27“ กระทำการเป็นคนกลางหรือนายหน้า โดยเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดเพื่อเป็นการตอบแทนในการจัดการหรือชี้ช่องให้มีการตั้งครรภ์แทน ”มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท รวมถึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556

สมชาย…รายงาน

Related posts