หนังดีติดดาว***

หนังดีติดดาว***

              เอ็ม สตูดิโอ คว้าตัว บอส ชัยกมล เสริมส่งวิทยะ นักแสดงดาวรุ่ง มาให้เสียงพากย์ภาพยนตร์อะนิเมชันครั้งแรกกับบทของ หยางเจี่ยน ใน “หยางเจี่ยน เทพสามตา มหาศึกผนึกเขาบงกช” ผลงานอะนิเมชันเรื่องล่าสุดในจักรวาล New Gods จากสตูดิโอ ไลท์เชเซอร์ อะนิเมชัน (Light Chaser Animation)

            หยางเจี่ยน เป็นหนังเรื่องที่สองในจักรวาลเทพเจ้าจีนที่มีหนังเรื่องแรกในนาม Nazhe Reborn หรือเทพเจ้านาจา ที่เข้าฉายในบ้านเราเมื่อไม่กี่ปีมาแล้ว สำหรับหยางเจี่ยนงานสร้างดีมาก เขาสร้างโลกสมมติขึ้นมาได้น่าสนใจ และน่าหลงใหล แต่เมื่อเส้นเรื่องเริ่มเดินช่วงแรกอาจจะงงหน่อย เพราะว่าตัวละครจะพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้ว แล้วจะใส่ข้อมูลพวกนี้ให้เองในภายหลัง แต่พอต่อจิ๊กซอว์ข้อมูลเข้าหากันก็จะเข้าใจได้เอง จริตของหนังมีความเป็นหนังจีนกำลังภายในที่ว่า ด้วยวรยุทธ์และการผจญภัย โดยให้ตัวละครมาปล่อยของการต่อสู้กัน มีเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว ระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์ เนื้อเรื่องปูความสัมพันธ์ที่ว่าไว้ก่อนแล้วค่อยหยิบมาใช้อย่างได้ผลช่วงหลัง จากนั้นลำดับเรื่องได้น่าสนใจและน่าติดตาม พูดง่าย ๆ ดูรู้เรื่อง ดูสนุก ตื่นเต้นเกือบตลอดทั้งเรื่อง แม้ฟังภาษาจีนไม่ออก แต่ก็อยากดูแบบเสียงต้นฉบับ เพราะไม่ชอบพากย์ไทยมักออกนอกลู่นอกทางด้วยมุกตลกที่ไม่ขำอยู่ตลอดเวลา อย่างเรื่องนี้เวลายิงมุกก็ไม่ได้ยินเสียงใครหัวเราะในโรงเลย

ติดให้ ****  

ooo

            ภาพยนตร์แฟรนไชส์ “The Hunger Games: The Ballad of Songbirds and Snakes” ภาคที่จะย้อนไป 64 ปีก่อนจะเกิดเรื่องราวของ แคตนิสส์ เอเวอร์ดีน ซึ่ง ‘เรเชล เซกเลอร์’ รับบทนำเป็น “ลูซี เกรย์ แบร์ด” หญิงสาวเครื่องบรรณาการจากเขต 12 ที่จะต้องห้ำหั่นในการแข่งขันเดอะฮังเกอร์เกมส์ครั้งที่ 10 โดยมีพี่เลี้ยงคนสำคัญอย่าง “คอริโอเลนัส สโนว์” (ทอม บลายธ์) ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลที่ล่มสลายจากสงครามในแคปิตอลและอนาคตประธานาธิบดีเผด็จการ

            หนังเน้นเรื่องราวของ คอริโอเลนัส สโนว์ (ทอม บลายธ์) ในวัยหนุ่มที่เป็นเพียงคนธรรมดา ที่มีความเป็นตัวเอง แต่ทำไมเขาถึงกลายมาเป็น President Snow ที่ชั่วร้ายอย่างที่เรารู้จักในภาค 4 โดยมีตัวละคร ลูซี เกรย์ แบร์ด  (เรเชล เซกเลอร์)หญิงสาวเครื่องบรรณาการจากเขต 12 ที่กลายมาเป็นตัวแปรสำคัญทำให้ความคิดและพฤติกรรมของ สโนว์ค่อย ๆ เปลี่ยนไป โดยตลอดเวลา 2 ชั่วโมง 40 นาที เนื้อหาแบ่งออกเป็น 3 องก์ ก็เลยมีเวลาในการเล่ารายละเอียด แต่ก็ต้องแลกมาด้วยเส้นเรื่องที่ขยับไปช้า ๆ ซึ่งก็เป็นปัญหาเดิมอย่างที่หนัง 4 ภาคก่อนหน้าเป็น แต่ดันมาเร่งจังหวะการเล่าในช่วงสุดท้ายจนส่งผลกระทบที่ควรจะรู้สึกเมื่อสโนว์ฉายความชั่วร้ายออกมามันเบาบางเกินไป และในส่วนของการแข่งขันภาคนี้ไม่ได้เน้นที่ตรงนั้นนะ สเกลของฉากและรายละเอียดของการแข่งขันคือเล็กและไม่ตื่นตาตื่นใจ และบริบทเกี่ยวกับการเมืองก็เบาบาง เพราะเน้นที่ความเปลี่ยนแปลงของตัวละครหลักมากกว่า แต่ชอบโปรดักชันที่หยิบเอาความเป็นคอมมิวนิสต์และสังคมนิยมมาผสมผสานกันในโลกของหนัง ทำให้รู้สึกได้ถึงความกดขี่และข่มเหงที่รัฐมีต่อประชาชนในโลก dystopia ได้อย่างชัดเจน

ติดให้ *** ครึ่ง

ooo

              เฉลยคำตอบภาพยนตร์ “เพื่อน(ไม่)สนิท” : โจ

000

            คำถามจากภาพยนตร์เรื่อง “The Hunger Games: The Ballad of Songbirds and Snakes” ใครรับบทเป็น “คอริโอเลนัส สโนว์” ในเรื่อง?

              ทราบคำตอบเขียนชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทร. และคำตอบให้ชัดเจนลงไปรษณียบัตรส่งมาที่

คอลัมน์ “หนังดีติดดาว” 32/15 ซ.ลาดพร้าว 23 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

ผู้ที่ตอบถูก 5 ท่านจะได้รับของรางวัลจาก “มงคลเมเจอร์” (ขอบคุณสนับสนุนของรางวัลเล่นเกม)

ooo

            ถือว่าชื่อ “ไร้ท์ บิยอนด์” ยังจดจำ ถ้ามีหนังจีนค่ายนี้จะมือไวคว้ามาก่อน ล่าสุดส่งความระทึกภาคต่อของภาพยนตร์แอ็กชันฟอร์มยักษ์ The White Storm 3 : Heaven or Hell – คนอันตรายล่าข้ามโลก” ที่คว้า 3 ซูเปอร์สตาร์เจ้าบทบาทของเกาะฮ่องกงมาห้ำหั่นสะเทือนจอ อาทิ กัวฟู่เฉิง ปะทะ กู่เทียนเล่อ และ หลิวชิงหวิน โดยหนังใช้ทุนสร้างมากกว่า 300 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เนรมิตฉากแอ็กชันผาดโผน และเอฟเฟกต์ระเบิดมากมายปรากฏสู่สายตาคนดู

               เป็นหนังภาคต่อที่ไม่ต้องดูสองภาคแรกก็สามารถดูรู้เรื่องได้ โดยเรื่องราวเดินไปข้างหน้า พร้อมกับตัดสลับเอาเหตุการณ์ในอดีตมาเติมเต็มเรื่องของตัวละครหลัก เมื่อเอาข้อมูลมาต่อกันทุกอย่างก็สมบูรณ์ ไม่มีตรงไหนไม่เข้าใจเลยเมื่อจบเรื่อง และหนังมีจริตความเป็นหนังฮ่องกงที่ว่าด้วยตำรวจนอกเครื่องแบบที่แฝงตัวเข้าไปในแก๊งค้ายา แล้วทั้ง 2 ฝ่ายก็ต้องมาเชือดเฉือด และชิงไหวพริบกัน ซึ่งความสนุกอยู่ตรงนี้แหละ พร้อมกับหยอดดราม่าโดยหยิบเอาความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครมาขยี้ ก็เลยเป็นหนังที่มีทั้งแอ็กชัน ทริลเลอร์ ดราม่า ผสมกันได้กลมกล่อมและลงตัวมาก ส่วนโปรดักชันดีใช้ได้ ทำให้ดูสนุกตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง และฉากระเบิดภูเขาเผากระท่อมคือตึงตังและตูมตามสะใจมาก ส่วนเสียงพากย์ไทยก็ไม่ได้ทำให้เสียงที่บันทึกมาดรอปเลย แต่ CG ดูลอย ๆ ปลอม ๆ อยู่พอควร ถัวเฉลี่ยกันแล้วถือว่าสอบผ่าน

ติดให้ ****

ooo

               บริษัท Benetone Films จำกัด ภายใต้ความร่วมมือกับเหล่าพันธมิตร อันได้แก่ T&B Media Global, GMMTV, Slap Monster, PTG Entertainment และ W Empire ส่งภาพยนตร์ไทยเรื่อง CONGRATS MY EX! ลุ้นรักป่วน ก๊วนแฟนเก่า” ที่คว้าสองนักแสดงดังโคจรมาเจอกัน เบลล่า – ราณี แคมเปน จูงมือ ไบร์ท – วชิรวิชญ์ ชีวอารี และร่วมด้วยดาราฝังอินเดีย มาแฮร์ แพนดิ (Mahir Pandhi) และ แอนนาฮีต้า บูชาญ (Anahita Bhooshan) นอกจากนี้ยังมี ใบเฟิร์น – พัสกร พลบูรณ์, ปิงปอง – ธงชัย ทองกันทม โดยผู้กำกับฯ พฤกษ์ เอมะรุจิ ซึ่งรับชมได้ที่ Prime Video เท่านั้น

               เป็นเรื่องราวของริสา (เบลล่า ราณี แคมเปน) เจ้าของบริษัทรับจัดงานแต่งที่ใกล้จะเจ๊ง แต่ได้จัดงานแต่งให้แฟนเก่า มิหนำซ้ำช่างภาพก็ดันเป็นแฟนเก่าด้วย เป็นเรื่องราวตามชื่อหนังที่รวมแฟนเก่าของริสามาไว้ในงานแต่งงาน หนังถ่ายภาพสวย โปรดักชันลงทุน เบลล่า เสื้อผ้า หน้าผม นี่เป๊ะ สมเป็นหนังไทยที่ดารานักแสดงเหงื่อไม่หยด ผมไม่ยุ่ง แม้จะโหนรถกระบะตามไปอธิบายให้เจ้าสาวฟัง เพราะมาเห็นภาพเจ้าบ่าวอยู่กับริสาสองต่อสองในห้องนอน แต่ฉากเด่นและชอบคือ ฉากเต้นวันแต่งงาน เป็นประเพณีของหนังบอลลีวูดของแท้ ซึ่งเบลล่าและไบร์ทก็ไปซ้อมมา แต่เบลล่าเต้นทะมัดทะแมงกว่าไบร์ท ทว่าก็สู้ตัวพระเอกนางเอกอินเดียที่พอวาดลวดลายส่ายเอว เสียงตบมือเกรียวกราวลั่นโรง เป็นหนังไทยผสมกลิ่นอายอินเดียได้อย่างลงตัว ใส่รายละเอียดขั้นตอนการแต่งงานไม่น่าเบื่อ แถมดึงแฟนเก่าของริสาทั้งสองคนมาเจอนางเอกได้แบบชีวิตคนทั่วไปที่เรียกว่าโลกกลม ส่วนสองเพื่อนซี้ของริสารับบทโดยใบเฟิร์น – พัสกร และ ปิงปอง – ธงชัย ก็ช่วยกันปล่อยมุกฮา เรื่องนี้เบลล่าก็ได้โชว์ภาษา และพลังขาที่ต้องวิ่งบนรองเท้าส้นเข็มหลายนิ้วอย่างทุ่มเท ควรดูเพราะเป็นหนังไทยโกอินเตอร์ที่นักแสดงทุ่มเท แม้จะยังติดสวยอยู่

ติดให้ *** ครึ่ง

ooo

            “มนต์ดำสั่งตาย” ผลิตโดยค่ายหนังชื่อดัง ไร้ท์ บิยอนด์ พร้อมส่งมนต์ดำสะกดคนดู โดยการกำกับของ “บอย-เจตนิพัทธ์  สาสิงห์” ที่ได้นักแสดงร่วมสาดมนต์อาฆาตแค้นใส่กัน อาทิ บิว-ณัฐพล ไรยวงศ์, พริ้ง-ชุติญา เจียรกุล, บิว-ลลิฉัตร์ วราวิโรจน์พล, เอ็กซ์-พรเลิศ พิพัฒน์รุ่งเรือง, หญิง-อริยา บัวคง, มอส-พิเชษฐ์ เปรียบยอดยิ่ง, เล้ง-ณัฐพล นิลดอน, หวาย ใบเตย-ฬุรา จันทร์ศรี, เณรแอ จอมขมังเวทย์

              หนังมีแนวคิดในการผูกเรื่องได้น่าสนใจดีที่เอาเรื่องราวในรุ่นพ่อแม่มาเป็นสารตั้งต้นแล้วส่งเรื่องราวต่อให้ไปเกิดเรื่องกับรุ่นลูก โดยส่วนตัวสนุกกับการต่อจิ๊กซอว์ระหว่างสองรุ่น เพื่อให้เข้าใจเรื่องราว แต่พอผ่านครึ่งเรื่องไปแล้ว ทุกอย่างก็เริ่มผิดที่ผิดทาง และพันกันจนเละเทะ ในเรื่องของความสยองขวัญที่หนังปูมาก็ไม่เป็นผล เพราะไม่ได้อธิบายในเรื่องของมนต์ดำและไสยศาสตร์ให้ชัดเจนเท่าไหร่ พอทุกอย่างมันน่าเชื่อถือ ความน่ากลัวในส่วนนี้ก็เลยไม่เกิดขึ้น และเป็นหนังทุนต่ำที่ไม่ได้พิถีพิถันเรื่องของการผลิตนัก อีกทั้ง CG มีอยู่ตลอดเรื่อง แต่ดูลอยและปลอมหนักมาก บวกกับการแสดงของนักแสดงที่อาจจะยังไม่เจนสนามมากก็เลยได้เห็นความแข็งทื่อเรื่องการแสดง มิหนำซ้ำบทพูดก็ดูประดิษฐ์ประดอยถ้อยคำไปนะ รวม ๆ เรื่องราวทำให้ความดีพอใช้ในช่วงต้น แต่ช่วงกลางพัง อีกทั้งสูญหายไปหมดเมื่อหนังจบลง

ติดให้  *

ooo

คำถามภาพยนตร์เรื่อง “มนต์ดำสั่งตาย” ใครเป็นผู้กำกับ?

ทราบคำตอบเขียนชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทร. และคำตอบให้ชัดเจนลงไปรษณียบัตรส่งมาที่

คอลัมน์ “หนังดีติดดาว” 32/15 ซ.ลาดพร้าว 23 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

ผู้ที่ตอบถูก 2 ท่านจะได้รับของรางวัลจาก “ไร้ท์ บิยอนด์” (ขอบคุณสนับสนุนของรางวัลเล่นเกม)

ooo

              บริษัท ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น จำกัด ส่งภาพยนตร์จากแดนกิมจิเรื่อง TASTES OF HORROR 6 เรื่องโซลสยอง” อ้างอิงจาก Webtoon “TASTES OF HORROR” ซึ่งกำกับโดย Ahn Sang-hoon(อันซังฮุน), Yoon Eun-kyoung(ยุนอึนคยอง), Kim Yong-gyun(คิมยง กยุน), Lim Dae-woong(อิมแดอุง), Chae Yeo-jun(แชยอจุน)  

             เป็นการหยิบเอาเรื่องสั้นจาก webtoon มาทำเป็นหนัง 6 เรื่อง ที่แต่ละเรื่องมีความยาวประมาณ 20 นาที ก็เลยไม่มีเวลาในการปูพื้นฐานหรือใส่เบื้องลึกเบื้องหลังให้กับตัวละคร เน้นย้ำไปที่การเล่าเรื่องและเดินเรื่องเสียมากกว่า หนังสั้นแต่ละเรื่องจะจบในตัวเอง แต่ไม่ต่อเนื่องหรือเชื่อมโยงกับเรื่องถัดไป  ซึ่งทั้ง 6 เรื่อง ไม่ได้มีความน่ากลัวทั้งหมด เพราะมีครึ่งหนึ่งที่ฉีกแนวทางออกไปเป็นหนังระทึกขวัญอยู่ 2 เรื่อง และ sci-fi 1 เรื่อง โดยส่วนตัวรู้สึกเฉยๆ กับความน่ากลัวทั้ง 3 เรื่อง จังหวะการเข้าความสยองขวัญคือ ไม่ได้สะดุ้งสะเทือนอะไรคงมาจากที่แต่ละเรื่องมีเวลาน้อยและไม่สามารถดึงความรู้สึกให้คล้อยตาม และสร้างอารมณ์ร่วมไม่ได้ แต่ไปถูกใจอยู่เรื่องหนึ่งที่เป็นแนว sci-fi เพราะรู้สึกว่าเป็นการปล่อยของได้น่าตื่นเต้น และน่าติดตามที่สุดจากเรื่องทั้งหมด 6 เรื่อง  

ติดให้ * ครึ่ง

ooo

              “คังฮานึล” และ “จองโซมิน” โคจรมาเจอกันอีกครั้งหลังจากเคยพบกันมาแล้วในภาพยนตร์เรื่อง Twenty (2015) แต่ครั้งนี้พวกเขาและเธอจะทำให้คุณตกหลุมรักอีกครั้งในผลงานเรื่องใหม่ Love Reset 30 วัน โคตร(เกลียด)เธอเลย” ของผู้กำกับ “นัมแดจุง”  กับการบอกเล่าความรักสุดป่วนของคู่สามีภรรยาที่กำลังจะจบความสัมพันธ์กันในอีก 30 วัน แต่ดันเกิดอุบัติเหตุ ส่งผลให้ทั้งสองสูญเสียความทรงจำที่เคยเกลียดกันไปทั้งหมด จากความสัมพันธ์ที่ตีกันไม่เว้นแต่ละวันกลับกลายเป็นความรักครั้งใหม่ ที่ทำให้ใจเต้นตูมตามอีกครั้ง

              หนังมีท่าทีในการเล่าเรื่องแบบทีเล่นทีจริง ก็เลยทำให้อารมณ์ของหนังออกไปในแนวตลกขบขันผสมดราม่า ถ้ามองในมุมความไม่ค่อยสมจริง ประโยชน์ของมันก็คือ สามารถไปได้สุดทางในการเรียกเสียงหัวเราะผ่านมุกตลก ที่ทั้งตัวละครหลักและตัวละครรองสลับกันเข้ามาสร้างเสียงหัวเราะ อีกทั้งยังขบขันกับการจิกกัดความเป็นหนังและซีรีส์แบบเกาหลี ๆ ได้อย่างแสบ ๆ คัน ๆ ทีเดียว แต่ถ้ายกเอาความสนุกสนานออกไปทั้งหมด ประเด็นของเรื่องพูดถึงโอกาสที่คู่รักมาถึงจุดสิ้นสุดความสัมพันธ์ว่าควรจะใช้โอกาสที่สองในการ reset ความสัมพันธ์ไหม? เผื่อว่าจุดหมายปลายทางอาจจะดีขึ้น หรือดีมากกว่าเก่า หรือว่าควรจะใช้โอกาสที่สองไปกับการ shutdown ความสัมพันธ์ ก็เพราะเห็นอยู่ว่าที่ผ่านมามันพังพินาศ ต่อให้เริ่มใหม่ก็คงจบเหมือนเดิม แต่ถ้าคุณได้รับโอกาสสองอย่างนี้ล่ะ คุณจะใช้มันไปทางไหน?  

ติดให้ ****

000

Related posts