“ไม่ใช่คนดัง ไม่ใช่ลูกหลานนักการเมือง แต่ขอเป็นคนที่ชาวบ้านเรียกหาได้” เขาไม่ได้เกิดมาในครอบครัวการเมือง ไม่ได้มีชื่อเสียงติดตัวตั้งแต่ต้น และไม่เคยคิดว่าชีวิตจะพาเขามายืนอยู่ในพื้นที่ที่ต้องตัดสินใจแทนคนอื่น แต่เส้นทางชีวิตของชายคนหนึ่งจากหมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดบึงกาฬ กลับสอนให้เขาเข้าใจความหมายของคำว่า “โอกาส” ได้ลึกกว่าที่คิด

“คุณโอ๊ต-ณัฐพงศ์ เข็มศิริ” หนุ่มบึงกาฬรุ่นใหม่ไฟแรง สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน จากมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง เขาใช้ชีวิตทำงานในกรุงเทพฯ ก่อนตัดสินใจกลับบ้าน ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าอยากอยู่ใกล้ครอบครัว ทว่าความจริงกลับไม่ง่ายอย่างที่หวัง “ไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่มีใครรับ” งานในพื้นที่ไม่ตรงสาย หลายอย่างไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เรียนมา และบางครั้งความคาดหวังเรื่องค่าตอบแทน ก็กลายเป็นกำแพงที่มองไม่เห็น เมื่อไม่มีที่ยืน…จึงเลือกยืนด้วยตัวเอง แทนที่จะปล่อยให้ความผิดหวังพาไปสู่ทางตัน เขาเลือกสร้างทางเดินใหม่ด้วยสองมือของตัวเอง เปิดร้านอาหารอีสานเล็กๆ ในบ้านเกิด ทำงานทุกอย่างตั้งแต่หน้าเตาไปจนถึงปิดร้าน ร้านอาหารอาจไม่ใช่ความฝันสูงสุดของชีวิต แต่กลายเป็นพื้นที่ที่ทำให้เขาได้ “อยู่กับคน” อย่างแท้จริง การได้ฟังเรื่องราวปากท้อง ความลำบาก และความหวังเล็กๆ ของชาวบ้านในแต่ละวัน ทำให้เขาเริ่มเข้าใจว่า การพัฒนาไม่จำเป็นต้องเริ่มจากนโยบายใหญ่ หากเริ่มจากการฟังอย่างตั้งใจ จากร้านอาหาร เขาขยับบทบาทเข้าสู่การทำงานร่วมกับหอการค้าจังหวัด ได้ทำงานใกล้ชิดกับผู้ประกอบการและผู้ใหญ่ในพื้นที่ เรียนรู้การประสานงาน การแก้ปัญหา และการทำงานที่ต้องคำนึงถึงคนหลากหลายกลุ่ม และมีคำหนึ่งที่ถูกพูดกับเขาบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ “คุณเหมือนคนทำงานสาธารณะนะ” คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้เขาหลงทาง แต่ทำให้เขาเริ่มมองเห็นเส้นทางใหม่—เส้นทางของการเป็น “คนทำงานเพื่อพื้นที่” บ้านเกิดที่สอนให้ไม่ลืมต้นทาง หมู่บ้านดอนปอ ตำบลโนนสว่าง อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ คือบ้านที่เขาเติบโตมา บ้านที่ทางเข้าเคยเป็นถนนลูกรัง ฝุ่นคลุ้งในหน้าแล้ง และยากลำบากในหน้าฝน ภาพเหล่านี้ไม่ใช่เพียงความทรงจำ แต่คือเหตุผลที่ทำให้เขาเชื่อว่า หากจะทำอะไรสักอย่างให้พื้นที่นี้ ต้องเริ่มจากสิ่งพื้นฐานที่สุด เมื่อก้าวเข้าสู่บทบาทการทำงานในพื้นที่อย่างจริงจัง เขาเลือกแนวทางที่เรียบง่ายแต่สม่ำเสมอลงพื้นที่ให้มาก อยู่กับชุมชนให้จริง และไม่ถือตัวกับใคร ประโยคที่หลายคนจำเขาได้คือ “งานศพไม่เชิญก็ไป ขอแค่ได้ทราบข่าวก็ไป” ไม่ใช่เพราะต้องการภาพลักษณ์ แต่เพราะเขาเชื่อว่า การอยู่เคียงข้างในวันที่คนสูญเสีย คือช่วงเวลาที่ความจริงใจไม่สามารถเสแสร้งได้ บททดสอบของคนทำงาน: วันที่เงียบกว่าเสียงปรบมือ เส้นทางของคนทำงานสาธารณะย่อมมีทั้งวันที่ได้รับการยอมรับ และวันที่ต้องยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบ เขาเคยผ่านช่วงเวลาที่ไปไหนก็มีคนต้อนรับ มีคำชื่นชม มีการยอมรับ แต่ก็เคยผ่านวันที่บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เมื่อบทบาทหรือบริบทบางอย่างเปลี่ยนจากคนที่เคยมีผู้คนเข้าหา
กลายเป็นคนที่ต้องยืนด้วยตัวเองมากขึ้น ช่วงเวลาเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เขาถอย หากกลับทำให้เขาชัดเจนกับตัวเองมากขึ้นว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่เสียงรอบข้าง แต่คือความเชื่อใจของคนในพื้นที่ งานที่วัดผลจากการใช้งานจริง สิ่งที่สะท้อนตัวตนของเขาได้ดีที่สุด ไม่ใช่คำพูด แต่คือผลงานที่ชาวบ้านสัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน ถนนในชุมชนที่เคยเป็นลูกรัง ถูกปรับปรุงเป็นถนนคอนกรีตหลายเส้นทาง รวมระยะทางราว 10 กิโลเมตร ช่วยให้การเดินทางสะดวกและปลอดภัยขึ้น สะพานข้ามลำห้วยที่เคยเป็นจุดเสี่ยง ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เด็ก คนแก่ และเกษตรกรสัญจรได้อย่างมั่นใจ ลำห้วยที่เคยตื้นเขินได้รับการขุดลอก กลับมามีน้ำใช้ในหน้าแล้ง สนับสนุนการเกษตรซึ่งเป็นหัวใจของพื้นที่ ตัวเลขงบประมาณอาจถูกกล่าวถึงได้ แต่สำหรับเขา สิ่งที่สำคัญกว่าคือคำตอบของคำถามง่ายๆ “วันนี้ชาวบ้านเดินทางง่ายขึ้นไหม” “วันนี้มีน้ำใช้หรือยัง” ฯลฯ การเติบโตภายในที่มองไม่เห็น เขายอมรับว่าในอดีตเคยเป็นคนใจร้อน คิดเร็ว ทำเร็ว และตอบสนองต่อคำวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา แต่บทบาทการทำงานกับผู้คนหลากหลาย ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะนิ่ง ฟัง และคิดให้รอบมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ทำให้เขาอ่อนลง แต่ทำให้เขาแข็งแรงขึ้นในแบบที่ยั่งยืนกว่า
จากความฝันส่วนตัว สู่ความหมายร่วม
ช่วงหนึ่งของชีวิต เขาเคยเผชิญปัญหาสุขภาพอย่างหนัก ความไม่แน่นอนนั้นทำให้เขาหยุดถามตัวเองว่า ชีวิตนี้ต้องการอะไรจริงๆ คำตอบไม่ได้อยู่ที่ความมั่งคั่งหรือชื่อเสียง แต่อยู่ที่ครอบครัว ดยเฉพาะลูก ซึ่งกลายเป็นแรงใจสำคัญให้เขากลับมายืนได้อีกครั้ง
จากวันนั้น ความฝันของเขาเปลี่ยนไป จากการคิดถึงความสำเร็จของตัวเอง สู่การคิดถึงประโยชน์ของคนรอบข้าง มองไปข้างหน้า ด้วยความเข้าใจพื้นที่
เมื่อพูดถึงอนาคต เขามองเห็นโจทย์เดิมที่ยังต้องทำต่อ ปากท้อง โครงสร้างพื้นฐาน น้ำ และการเกษตร ขณะเดียวกัน เขาให้ความสำคัญกับปัญหาเยาวชน โดยเฉพาะเรื่องยาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องแก้ด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่เพียงการตำหนิเขาเชื่อว่าพื้นที่ต้องมีทางเลือก ต้องมีโอกาส และต้องมีคนคอยประคองก่อนที่ใครสักคนจะหลุดออกไปไกลเกินกลับมา
บทสรุปของคนทำงาน
เขาอาจไม่ใช่คนที่พูดเก่งที่สุด ไม่ใช่คนที่สร้างภาพใหญ่โต แต่เป็นคนที่เลือกอยู่ในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ เลือกเข้าถึงง่าย และพร้อมรับฟัง ทำมากกว่าพูดและนั่นทำให้ประโยคสุดท้ายของเรื่องราวนี้ เรียบง่ายแต่หนักแน่น
“ความน่าเชื่อถือ ไม่ได้เกิดจากตำแหน่ง แต่เกิดจากการที่คนเรียกหาเราในวันที่เขาต้องการ สุดท้ายไม่ใช่ภาพลักษณ์ที่ชนะ แต่คือการได้ใจชาวบ้าน”
จากถนนลูกรังสู่สนามเลือกตั้งในสังกัดพรรคกล้าธรรม เส้นทางของเขาอาจไม่สวยงามในสายตาทุกคน แต่สำหรับชุมชนที่เขาเดินไปหาเสมอ เส้นทางนี้คือความหวังที่ยังไม่ยอมดับง่าย ๆ
